ศูนย์รวมจิตใจปวงชนชาวไทย

ข่าว

    ศูนย์รวมจิตใจปวงชนชาวไทย

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์

    29 ส.ค. 2564 05:01 น.

    พระมหากษัตริย์ผู้ทรงงานหนัก ใช้ชีวิตสมถะ และใกล้ชิดราษฎร คือภาพตราตรึงอยู่ในหัวใจคนไทยทั้งประเทศ และเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้ประชาชนชาวไทยกล้าลุกขึ้นทำความดี เพื่อเดินตามรอยพ่อหลวงแห่งแผ่นดินไทย “พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร” คือผู้เสียสละความสุขส่วนพระองค์ เพื่อความผาสุกของปวงประชา

    นับตั้งแต่ที่ทรงรับราชาภิเษกเป็นพระเจ้าแผ่นดินโดยสมบูรณ์ และมีพระบรมราชโองการแก่ประชาชนชาวไทยว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ก็ทรงอุทิศกำลังพระวรกายและกำลังพระสติปัญญาเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนตลอดมา ทรงตั้งพระราชปณิธานว่าจะเสด็จพระราชดําเนินทรงเยี่ยมราษฎรในต่างจังหวัดให้ทั่วประเทศ โดยเริ่มจากภาคกลางก่อน แล้วจึงเสด็จยังภาคอื่นๆจนครบทุกภาค การเสด็จเยี่ยมราษฎรตามพระราชปณิธานนี่เอง ทำให้ทรงทราบถึงทุกข์สุขและความเป็นอยู่ของราษฎร จนนำมาซึ่งโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่างๆที่ครอบคลุมปัญหาทุกด้านของประชาชน ก่อให้เกิดความผูกพันและความจงรักภักดีที่ประชาชนมีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ จนกลายเป็นเอกลักษณ์สำคัญของประเทศไทย

    “คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา จะว่าเมืองล้าสมัยว่าเมืองไทยเชย ว่าเมืองไทยไม่มีสิ่งที่สมัยใหม่ แต่เราอยู่พอมีพอกิน และขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทยพออยู่พอกิน มีความสงบ และทํางานตั้งจิตอธิษฐาน ตั้งปณิธานในทางนี้ ที่จะให้เมืองไทยอยู่แบบพออยู่พอกิน ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอด แต่ว่ามีความพออยู่พอกิน มีความสงบ เปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ถ้าเรารักษาความพออยู่พอกินนี้ได้ เราก็จะยอดยิ่งยวดได้ ประเทศต่างๆในโลกนี้กําลังตก กําลังแย่ กําลังยุ่ง เพราะแสวงหาความยิ่งยวดทั้งในอำนาจ ทั้งในความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ทางอุตสาหกรรม ทางลัทธิ ฉะนั้นถ้าทุกท่าน ซึ่งถือว่าเป็นผู้ที่มีความคิดและมีอิทธิพล มีพลังที่จะทำให้ผู้อื่น ซึ่งมีความเห็นเหมือนกัน ช่วยกันรักษาส่วนรวมให้อยู่ดีกินดีพอสมควร ขอย้ำพอควร พออยู่พอกิน มีความสงบไม่ให้คนอื่นมาแย่งคุณสมบัติจากเราไปได้ ก็จะเป็นของขวัญวันเกิดที่ถาวร ที่จะมีคุณค่าอยู่ตลอดเวลา”

    พระราชดำรัสดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกล เมื่อประเทศไทยเกิดภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจรุนแรง ในปี 2540 ส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง ตั้งแต่ธุรกิจขนาดใหญ่ ไปจนถึงประชาชนในชนบท กดดันให้ประเทศไทยต้องตกอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF

    ในห้วงวิกฤติดังกล่าว ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 9 ทรงเน้นย้ำถึงแนวทางการดำเนินชีวิตด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง โดยพึ่งตนเองเป็นหลัก พร้อมส่งเสริมให้ฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชน เพื่อให้คนในชุมชนมีความรักใคร่สามัคคีกัน และสามารถดํารงชีวิตอยู่ได้อย่างปกติสุข

    ทรงย้ำอีกครั้งระหว่างที่พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้คณะบุคคลต่างๆเข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย เมื่อปี 2540 ว่า “การจะเป็นเสือนั้นมันไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เราพออยู่พอกิน และมีเศรษฐกิจการเป็นอยู่แบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกินหมายความว่า อุ้มชูตัวเองไว้ให้มีความพอเพียงกับตัวเอง” ขณะเดียวกันยังมีพระราชดําริว่า “ถ้าสามารถที่จะเปลี่ยนให้กลับเป็นเศรษฐกิจแบบพอเพียง ไม่ต้องทั้งหมด แม้จะไม่ถึงครึ่ง อาจจะเศษหนึ่งส่วนสี่ ก็จะสามารถที่จะอยู่ได้”

    หนึ่งในบทบาทสำคัญที่ทรงยึดถือเสมอมาก็คือ การสร้างความปรองดองของคนในชาติ ยามที่บ้านเมืองเกิดวิกฤตการณ์ และไม่มีผู้ใดสามารถแก้ไขปัญหาได้แล้ว ประชาชนทุกคนคาดหวังว่า ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 9 จะทรงใช้บารมีทำให้บ้านเมืองกลับคืนสู่ความสงบเรียบร้อยได้ ซึ่งไม่มีพระมหากษัตริย์ของรัฐใดจะเปี่ยมล้นด้วยบารมีเท่าพระองค์ ขณะเดียวกัน ก็ทรงเป็นปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ ได้พระราชทานแนวพระราชดําริเพื่อแก้ไขปัญหาสำคัญของชาติหลายประการ โดดเด่นที่สุดและเป็นที่เลื่องลือไปทั่วโลกคือ พระราชดำริเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งได้พระราชทานพระราชดำรัสไว้เป็นครั้งแรก ตั้งแต่ปี 2517 เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย พระราชวังดุสิต ต่อมารัฐบาลได้อัญเชิญแนวพระราชดำริเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญานำทางในการพัฒนาและบริหารประเทศ โดยบรรจุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 (ปี 2545-2549) และฉบับที่ 10 (ปี 2550-2554) นอกจากนั้น แนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงยังบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราช–อาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550

    ไม่เพียงแต่จะทรงนำพาประเทศให้พ้นภัยและฝ่าวิกฤติมาครั้งแล้วครั้งเล่า ล้นเกล้าฯ
    รัชกาลที่ 9 ยังทรงมุ่งสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในสังคมไทยด้วย ในฐานะองค์พระประมุขของชาติ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทรงมีกรอบในการปฏิบัติพระราชภารกิจและพระราชกรณียกิจต่างๆ เพื่อความผาสุกของราษฎร โดยยึดถือหลัก “พระมหากษัตริย์ทรงปกเกล้า แต่มิได้ทรงปกครอง” ตลอดเวลา 7 ทศวรรษแห่งการครองราชย์ ทรงวางพระองค์เป็นกลางทางการเมือง จนเป็นที่เคารพสูงสุดของประชาชนชาวไทย เปรียบไปแล้วก็ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง

    ตลอดเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมาทรงใช้พระราชปรีชาญาณ พระสติปัญญา พระวิริยอุตสาหะ ตลอดจนความองอาจกล้าหาญ ในการนําประเทศไทยให้พ้นภัย ไม่เคยทรงอยู่ห่างไกลจากประชาชนของพระองค์ ไม่เคยมีพระราชดําริให้ประชาชนเป็นเพียงผู้ฟังคําสั่ง ในทางตรงกันข้าม ทรงอยู่เคียงข้างพสกนิกรของพระองค์ และทรงร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชนชาวไทยเสมอมา เพราะทรงยึดมั่นในพระราชปณิธานว่า จะทำอะไรก็ตามต้องเป็นประโยชน์อย่างแท้จริงต่อชาติบ้านเมือง และทำเพื่อความผาสุกของประชาชน มิใช่เพื่อประโยชน์สุขส่วนตน.

    ทีมข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ในหลวง ร.9พระราชดำรัสพระวิสัยทัศน์เศรษฐกิจพอเพียงพระบรมราชวโรกาส
    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันจันทร์ที่ 27 กันยายน 2564 เวลา 02:27 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์