ขาดทุนของฉัน คือกำไรของแผ่นดิน

ข่าว

    ขาดทุนของฉัน คือกำไรของแผ่นดิน

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์

    12 ส.ค. 2564 05:15 น.

    “..ก็ได้พระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงดูแลสั่งสอนมาตลอดว่า สิ่งใดควรทำไม่ควรทำบ้าง ทรงสอนให้ข้าพเจ้ารู้จักว่าการที่จะเป็นพระราชินีของไทย จะต้องวางตนอย่างไรบ้าง และมีหน้าที่อย่างไรบ้าง ข้อสำคัญรับสั่งว่า ต้องเป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจของราษฎร ให้เขามีความสนิทสนมที่ราษฎรจะออกปากเล่าความทุกข์ของเขาให้ฟังได้ และพระองค์ท่านก็ได้ปฏิบัติพระองค์เป็นตัวอย่าง ทำให้ข้าพเจ้ารู้จักการทำตนใกล้ชิดกับราษฎร เช่น เวลามีพระราชปฏิสันถารกับราษฎร ไม่โปรดทรงยืน ทรงถือขนบธรรมเนียมไทยที่จะไม่ยืนค้ำผู้เฒ่าผู้แก่ จะประทับลงรับสั่งกับราษฎรเสมอมา แม้จะเป็นตอนเที่ยงแดดร้อนเปรี้ยงก็ตาม...” สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเล่าถึงเมื่อครั้งเริ่มโดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปทรงงานในภูมิภาคต่างๆ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2534

    ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา คงปฏิเสธไม่ได้ว่า “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ทรงเป็นแม่ผู้ประเสริฐยิ่ง อีกทั้งยังทรงเป็นมิ่งขวัญแรงใจของประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ พร้อมเป็นกำลังสำคัญของราชวงศ์จักรีในการรับใช้ประชาชนและชาติบ้านเมือง

    “ข้าพเจ้าโชคดีที่ได้มีโอกาสตามเสด็จฯพระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัว ทรงเยี่ยมราษฎรทั่วประเทศ มานานหลายปี ได้แลเห็นพระวิริยะ อุตสาหะและพระราชศรัทธา ที่จะทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชน ทั้งยังทรงสอนเรื่องการทำงาน ให้แก่ข้าพเจ้าด้วย ทำให้ข้าพเจ้าซาบซึ้งในพระราชปณิธาน และได้ตั้งใจปฏิบัติงานที่ทรงมอบหมายมาอย่างสุดความสามารถ คืองานด้านสังคมสงเคราะห์ต่างๆ ได้แก่ การช่วยเหลือประชาชนที่เจ็บไข้ได้ป่วย ช่วยเหลือทางด้านสวัสดิการครอบครัว และส่งเสริมอาชีพทางด้านหัตถกรรม เพราะงานเพื่อประชาชนทั้งหลายมีความสำคัญเสมอกัน ย่อมต้องปฏิบัติไปพร้อมๆกัน จะละเว้นทางหนึ่งทางใดเสียมิได้...” พระราชดำรัสดังกล่าวพระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าฯถวายพระพรชัยมงคล ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2530 คงพอสะท้อนได้ดีถึงความแน่วแน่พระราชหฤทัยในการอุทิศพระองค์เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ปวงประชาราษฎร์

    โดยมรดกสำคัญที่ทรงมอบไว้เพื่อส่งเสริมอาชีพ, รายได้ และพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนคนไทย ก็คือ “ศิลปาชีพ” ศิลปะเพื่อชีวิตและการธำรงไว้ซึ่งมรดกแห่งแผ่นดิน, “หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงและฟาร์มตัวอย่าง” แนวพระราชดำริสำคัญในการสร้างอาชีพและแหล่งอาหาร ตลอดจน “ธนาคารอาหารชุมชน” แหล่งสะสมอาหารตามธรรมชาติ ซึ่งแสดงถึงพระราชวิสัยทัศน์อันยาวไกลล้ำยุคล้ำสมัย

    อาจกล่าวได้ว่า ไม่มีที่แห่งใดบนผืนแผ่นดินไทยที่ทั้งสองพระองค์ไม่เคยเสด็จฯไปเยือน ทรงเพียรพยายามทุกวิถีทางที่จะตระหนักรู้ถึงความเดือดร้อนและความต้องการของราษฎร เพื่อพระราชทานความช่วยเหลือได้อย่างสอดคล้องกับสภาพปัญหาแท้จริง ทรงเริ่มตั้งแต่การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่เป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต ตลอดจนวางรากฐานการพัฒนาที่มั่นคงและยั่งยืนอย่างแท้จริง

    เพื่อทรงบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ราษฎร และช่วยเหลือให้พสกนิกรของพระองค์ได้พออยู่พอกินมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น “พระบาทสมเด็จพระมหา ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร” ได้พระราชทานแนวพระราชดำริในการดำเนินโครงการต่างๆไว้หลากหลายด้านถึง 4,000 กว่าโครงการ พร้อมสร้างประโยชน์สุขแก่ประชาชน และสร้างความมั่นคงให้ประเทศชาติ โดยปรัชญาการทรงงานที่ “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ทรงทำตามและยึดแนวพระราชดำริมาตลอด ตั้งอยู่บนพื้นฐานสำคัญ 5 ประการ คือ ทรงให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาในระดับพื้นฐานของประเทศ อันได้แก่ “ชนบทและเกษตรกร” ซึ่งเป็นแหล่งผลิตอาหารของประเทศ, ทรงเน้น “การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” ที่มีคนเป็นศูนย์กลาง, ทรงให้ความสำคัญกับ “โอกาสของราษฎร” ที่จะได้รับการพัฒนา และมีส่วนร่วมในการพัฒนา โดยทรงมั่นพระทัยว่า ราษฎรนั้นมีความรู้ความสามารถอยู่แล้ว เพียงแต่ให้โอกาสพวกเขาได้แสดงออก, ทรงเน้น “การพัฒนาด้านจิตใจของคนในชาติ” เพื่อปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรม นำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน และทรงให้ความสำคัญกับ “การทรงงานพัฒนาเพื่อส่งเสริมงานพัฒนาหลักของภาครัฐ” ทั้งนี้ ก็เพื่อความอยู่ดีมีสุขของประชาชน และความสงบร่มเย็นของประเทศชาติ ซึ่งทรงเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า “กำไรของแผ่นดิน”

    “อย่ามาพูดเรื่องกำไรขาดทุนกับฉันนะ ฉันต้องการให้คนจนมีงานทำมากๆ ขาดทุนของฉัน คือกำไรของแผ่นดิน”...“สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” มีรับสั่งไว้เมื่อครั้งผู้ถวายงานใน “โครงการฟาร์มตัวอย่าง” กราบบังคมทูลว่า ได้จ้างชาวเขามาทำงานในฟาร์มตัวอย่างที่บ้านขุนแตะ จังหวัดเชียงใหม่ เพียง 40 คน ถ้าจ้างคนงานมากๆอาจจะต้องขาดทุน เพราะผลผลิตยังน้อยอยู่

    คำว่า “กำไรของแผ่นดิน” คือ การที่ทำให้คนยากจนในชุมชนนั้นๆมีงานทำมีรายได้ไปเลี้ยงครอบครัว ไม่ต้องไปเป็นโจรขโมย หรือยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด รวมทั้งไม่ตัดไม้ทำลายป่า ชุมชนนั้นจะมีความสุขความสงบ หากทุกชุมชนเป็นเช่นนี้ ก็จะแผ่วงกว้างเป็นความสุขความสงบของตำบล อำเภอ จังหวัด และประเทศชาติ

    “เมื่อคนเขายกย่องนับถือให้เป็นประมุขเท่าไร เราต้องรู้สึกว่าเราต้องทำงานให้หนักกว่าทุกคน ต้องมีความรับผิดชอบ มีความเสียสละ ข้อสำคัญเป็นคนดีให้รู้จักเสียสละ ยิ่งเกิดมาในตำแหน่งลูกของประมุขแล้ว ก็ยิ่งต้องเสียสละมากขึ้น ต้องทั้งเรียนและต้องทั้งทำงานไปด้วย และก็ต้องพยายามทำให้ดี...” ในฐานะสมเด็จแม่ “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” มิเพียงแต่จะเป็นแม่ที่ห่วงใย และเอาพระทัยใส่ในการเลี้ยงดูพระราชโอรสและพระราชธิดาอย่างดี ยังทรงเป็นแบบอย่างอันประเสริฐยิ่งในเรื่องความเสียสละ และการทุ่มเทพระองค์เพื่อทำงานให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ทรงเน้นย้ำกับพระราชโอรสและพระราชธิดามาตลอดถึงหน้าที่ความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ในฐานะพระราชวงศ์ไทย

    หากถือเอาความสุขของปวงประชาเป็น “กำไรแผ่นดิน” จริงแท้แล้ว ไม่ว่าจะต้องเสียสละและอุทิศตนเพียงใด ก็ย่อมจะทุ่มเทได้อย่างมิรู้จักเหน็ดเหนื่อย เพื่อสร้างขวัญกำลังใจและรอยยิ้มให้ประชาชน.

    ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

    ทีมข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงวันเฉลิมพระชนมพรรษากำไรของแผ่นดินศิลปาชีพพระราชดำรัสแม่ผู้ประเสริฐยิ่ง
    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน 2564 เวลา 14:30 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์