ไลฟ์สไตล์
100 year

ความทรงจำแห่งรัก ในหลวงรัชกาลที่ 9 และ สมเด็จพระบรมราชชนนี พันปีหลวง

ไทยรัฐฉบับพิมพ์
2 พ.ค. 2564 07:01 น.
SHARE

“พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ พระเจ้าอยู่หัวสร้างอ่างเก็บน้ำ ฉันก็จะสร้างป่า...” พระราชดำรัสดังกล่าวของ “สมเด็จพระบรมราชชนนี พันปีหลวง” สะท้อนได้เป็นอย่างดีถึงพระราชหฤทัยที่ผูกพันลึกล้ำยิ่งกับ “พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร” และความสมัครสมานที่ทรงมีต่อกันและกันในการทุ่มเทรักนั้นจนกลายเป็นพลังแห่งรักเพื่อประชาชน

ย้อนความทรงจำแห่งรักไปถึงวันวานอันแสนหวาน “แรกสบเนตร” จุดกำเนิดของการสร้างตำนาน “รักแรกพบ” อันลือลั่น ณ บริเวณชานเมืองในกรุงปารีส พุทธศักราช 2490 “หม่อมเจ้านักขัตรมงคล” เอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศฝรั่งเศส พร้อมด้วยคณะบุคคลจากสถานทูตไทยฯ ขบวนรถอารักขา ตลอดจนเหล่านักเรียนไทย ต่างตั้งใจเฝ้าฯรับเสด็จ “พระมหากษัตริย์องค์ใหม่” ด้วยความปีติยินดียิ่ง ในช่วงเวลานั้น “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช” (ขณะนั้นยังไม่มีการตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามแบบอย่างโบราณราชประเพณี) ประทับ ณ พระตำหนักวิลล่าวัฒนา เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และทรงศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยโลซานน์ ในสาขาสังคมศาสตร์ นิติศาสตร์ และรัฐศาสตร์ การเสด็จฯจากเมืองโลซานน์มายังกรุงปารีสในครั้งนี้ ก็เนื่องด้วยมีพระราชประสงค์จะเลือกซื้อรถยนต์พระที่นั่งแทนคันเดิมที่มีสภาพทรุดโทรมมากแล้ว โดยทรงยืนยันว่าจะประทับที่สถานทูตไทยประจำประเทศฝรั่งเศส เฉกเช่นเดียวกับนักเรียนไทยในยุคนั้น

ยิ่งใกล้จะถึงเวลา 4 โมงเย็น ซึ่งเป็นเวลาตามหมายกำหนดการ ผู้คนที่มาเฝ้าฯรับเสด็จ ต่างก็ตื่นเต้นยินดีที่จะได้มีโอกาสชื่นชมพระบารมีอย่างใกล้ชิด ซึ่งรวมถึง “หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร” คุณหญิง วัย 15 ปี ผู้เป็นธิดาองค์ใหญ่ของ “หม่อมเจ้านักขัตร มงคล” ที่ได้รับอนุญาตให้มาร่วมรับเสด็จด้วย

“หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์” แต่งกายเรียบร้อยในชุดสูทสีเนื้อ เส้นเกศาสีดำขลับเป็นเงางามถูกถักเปียเดี่ยวยาวไปจนถึงกลางหลัง ดวงเนตรสีนิลคู่สวยทอประกายระยับบ่งบอกถึงความตื่นเต้น เพราะเท่าที่ผ่านมา สิ่งที่คุณหญิงเคยแสดงออกถึงความจงรักภักดี ก็เพียงแค่การได้ปักดอกไม้ถวายแจกันที่พระบรมฉายาลักษณ์ แต่วันนี้เป็นครั้งแรกในชีวิตที่จะมีโอกาสเข้าเฝ้าฯชื่นชมพระบารมีของ “ในหลวง” อย่างใกล้ชิด ระหว่างที่กำลังรอคอยอย่างจดจ่อ คุณหญิงจึงตั้งอกตั้งใจซักซ้อมถอนสายบัวด้วยความอดทน แต่จนแล้วจนรอด 4 โมงเย็นผ่านไป กระทั่งฟ้ามืด ก็ยังไร้วี่แววว่ารถยนต์พระที่นั่งจะมาถึง

ถึงตอนนี้ ผู้ใหญ่ที่มาเฝ้าฯรับเสด็จตั้งแต่บ่าย เริ่มมีท่าทีกระวนกระวายอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่า “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช” ทรงตรงต่อเวลาเสมอ การผิดเวลาอย่างมากในครั้งนี้ จึงทำให้เหล่าผู้ใหญ่รู้สึกแปลกใจระคนห่วงกังวลใจ

ด้าน “หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์” ดวงหน้าที่กระจ่างด้วยรอยยิ้ม เริ่มจะแสดงอาการ “หน้ามุ่ย” ขึ้นมาบ้าง เพราะขณะนั้นเวลาล่วงเลยไปจนเกือบหนึ่งทุ่มแล้ว แต่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ยังไม่เสด็จฯ ดังนั้น สำหรับคุณหญิงวัยแรกแย้ม การพบกันครั้งแรกจึงไม่สร้างความประทับใจสักเท่าไหร่

อย่างไรก็ตาม ในที่สุด “ในหลวง” ก็เสด็จฯมาถึง ท่ามกลางความโล่งอกของทุกคน โดยสาเหตุที่ทรงมาถึงล่าช้ากว่ากำหนดมาก เป็นเพราะรถยนต์พระราชพาหนะเครื่องเสียและน้ำมันหมดกลางทาง ทำให้ต้องใช้เวลาแก้ไขนานพอควร

ระหว่างที่ทรงทักทายคณะบุคคลผู้เฝ้าฯรับเสด็จ สายพระเนตรของกษัตริย์หนุ่มก็สบเข้ากับดวงเนตรคมสวยของหม่อมราชวงศ์สาว ที่แม้ยังเจือด้วยแววเคืองขุ่น แต่ก็ไม่อาจลดทอนเสน่ห์ความงามในดวงพักตร์อันผุดผาด

ก่อนหน้านี้ “สมเด็จพระราชชนนี” (สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) ซึ่งประทับอยู่ด้วย ณ พระตำหนักวิลล่าวัฒนา เมืองโลซานน์ ได้รับสั่งถึง “ความน่ารัก” ของ “หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์” ให้พระราชโอรสทรงทราบบ้างแล้ว กระทั่งในการเสด็จฯเยือนปารีสครั้งนี้ ก็ทรงกำชับว่า ให้ไปทอดพระเนตรธิดาของท่านทูตไทยว่าสวยและน่ารักไหม “ถึงปารีสแล้ว โทร.บอกแม่ด้วย”

ขณะนั้นไม่มีผู้ใดล่วงรู้ถึงความในพระราชหฤทัยของกษัตริย์หนุ่ม กระทั่งเมื่อทรงโทรศัพท์กลับไปยังเมืองโลซานน์ และ “สมเด็จพระราชชนนี” รับสั่งถามถึง “ธิดาของท่านนักขัตรมงคล” มีเพียงคำตอบสั้นๆว่า “เห็นแล้ว น่ารักมาก” เป็นเครื่องยืนยันว่าทรงถูกศรกามเทพเล็งปักอกเข้าให้แล้ว

หลังจากนั้นก็ได้เสด็จฯ ไปยังโรงงานทำรถยนต์ในกรุงปารีสอีกหลายครั้ง และทุกครั้งจะทรงพำนักอยู่ ณ สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปารีสเสมอ พร้อมพระราชทานโอกาสให้เหล่านักเรียนไทยจัดหาเครื่องเล่นมาร่วมวงบรรเลงดนตรีอย่างครึกครื้นเป็นกันเอง โดยไม่ทรงลืมเชื้อเชิญ “หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์” เข้าร่วมวงด้วย ในฐานะนักเปียโนฝีมือดี และมิตรคู่พระทัย

ท่ามกลางความโรแมนติกงดงามของปารีส มนต์เสน่ห์อันเพราะ-พริ้งของดนตรี และท่วงทำนองไพเราะแห่งคีตศิลป์ ได้ก่อเกิดเป็นความรักความทรงจำอันแสนหวานซึ้ง นำความชุ่มชื่นหัวใจมาสู่ประชาชนชาวไทยทั้งประเทศในเวลาต่อมา

ภายหลังล่วงไปจนปี 2521 “สมเด็จ พระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ” ได้พระราชทานสัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์ในความทรงจำครั้งนั้นว่า “สำหรับข้าพเจ้าเป็นการ “เกลียดแรกพบ” มากกว่า “รักแรกพบ” เนื่องเพราะพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว รับสั่งว่า จะเสด็จฯถึงเวลาบ่าย 4 โมง แต่จริงแล้วเสด็จฯมาถึง 1 ทุ่ม ช้ากว่านัดหมายตั้ง 3 ชั่วโมง ทรงทำให้ข้าพเจ้าต้องซ้อมถอนสายบัวอยู่ จนแล้วจนเล่า จึงเป็นการเกลียดเมื่อแรกพบ มากกว่ารักแรกพบ”

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนแรกพบนี่เอง กลายเป็นเรื่องที่ “พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว” ทรงนำมาล้อ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ” ในภายหลังเสมอว่า “เดินตุปัดตุเป๋ หน้างอ คอยถอนสายบัว” ขณะที่ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ” ก็ทรงตอบโต้ว่า “ที่หน้างอ เพราะให้แต่ผู้ใหญ่ร่วมโต๊ะเสวย เด็กกลับไล่ไปกินที่อื่น” ถือเป็นหนึ่งในความทรงจำแห่งรักอันงดงามโรแมนติก ที่ทำให้ทั้งสองพระองค์ทรงพระสรวลทุกครั้งเมื่อตรัสถึง.

ทีมข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สมเด็จพระบรมราชชนนี พันปีหลวงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตรรัชกาลที่ 9สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชพระบรมราชินีนาถทีมข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคม 2564 เวลา 18:22 น.