ไลฟ์สไตล์
100 year

รัตนเทพแห่งแผ่นดิน "เจ้าฟ้านักพัฒนา" พระราชภารกิจยิ่งใหญ่เพื่อประโยชน์สุขปวงประชา

ไทยรัฐฉบับพิมพ์
2 เม.ย. 2564 05:05 น.
SHARE

“...จุดมุ่งหมายที่แท้ของการพัฒนาบ้านเมือง คือความเจริญมั่นคงทุกๆด้านของประเทศ ดังนั้น การพัฒนาที่พึงปรารถนาจึงน่าจะหมายถึงการพัฒนางานในบ้านเมืองทุกด้านทุกส่วน ที่ทุกคนมีส่วนร่วมกันคิดร่วมกันทำ และร่วมกันรับผลที่เกิดขึ้นโดยทั่วหน้า...ดังนั้นคนที่ร่วมงานกันจะต้องระมัดระวังมองดูกันและกันไว้ พร้อมทั้งช่วยเหลือสนับสนุนกันให้สามารถพัฒนาก้าวหน้าไปพร้อมๆกันได้ ผลสำเร็จที่แท้ในการพัฒนาจึงจะเกิดขึ้น...” พระราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2532 สะท้อนได้ดีอย่างยิ่งถึงน้ำพระราชหฤทัยอันยิ่งใหญ่ของ “สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ที่ทรงห่วงใยในทุกข์สุขของประชาชนชาวไทย

กรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงอธิบายถึงเหตุผลที่ทรงให้ความสำคัญกับการพัฒนาบ้านเมืองและบำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชนว่า “...เหตุที่ชอบการพัฒนาช่วยเหลือประชาชนนั้น เห็นจะเป็นเพราะความเคยชิน ตั้งแต่เกิดมาจำความได้ ก็เห็นทั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9, สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงคิดหาวิธีต่างๆที่จะยกฐานะความเป็นอยู่ของคนไทยให้ดีขึ้น ได้ตามเสด็จเห็นความทุกข์ยากลำบากของพี่น้องเพื่อนร่วมชาติ ก็คิดว่าช่วยอะไรได้ควรช่วย ไม่ควรนิ่งดูดาย เมื่อโตขึ้นพอมีแรงทำอะไรได้ก็ทำไปอย่างอัตโนมัติ โดยทำตามพระราชกระแส หรือทำตามแนวพระราชดำริ การช่วยเหลือประชาชนเป็นหน้าที่ของสถาบันพระมหากษัตริย์ ต้องทำประจำอยู่แล้ว...

ทรงเป็นเจ้าฟ้านักพัฒนาอย่างแท้จริง จนอาจกล่าวได้ว่าไม่มีผืนแผ่นดินไทยส่วนใดที่พระองค์จะไม่เคยย่างพระบาทไปถึง ไม่ว่าจะเป็นบนเขา, หนองน้ำ, ทุ่งกว้าง, ป่าที่มากด้วยดงทาก, ใต้ถุนบ้านผุพังในชนบท หรือกลางดงน้ำเน่าในสลัมเสื่อมโทรม โดยน้อยครั้งนักที่ขบวนเสด็จพระราชดำเนินออกไปพัฒนาท้องถิ่นทุรกันดารในชนบท จะไม่มี “กรมสมเด็จพระเทพฯ” ตามเสด็จไปด้วย ทรงเริ่มมีโครงการในความรับผิดชอบของพระองค์เองอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2523 คือโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ขณะเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ “กรมสมเด็จพระเทพฯ” ทรงดำรงตำแหน่งเป็นองค์ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิชัยพัฒนา ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2531 สำหรับสนับสนุนการดำเนินงานตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการพัฒนาอื่นๆ เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

ตลอดเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา “กรมสมเด็จพระเทพฯ” ได้ทรงงานตามรอยเบื้องพระยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยพระวิริยะอุตสาหะ เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่อาณาประชาราษฎร์ จวบจนปัจจุบันก็ทรงแบ่งเบาพระราชภารกิจน้อยใหญ่ของ “พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว” ด้วยความมุมานะอดทน เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยยิ่ง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงประกอบพระราชกรณียกิจตั้งแต่ท้องฟ้าถึงทะเล ส่วน “กรมสมเด็จพระเทพฯ” ทรงประกอบพระราชกรณียกิจที่เกี่ยวกับประชาชน โดยทรงดูแลประชาชนตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาไปจนถึงเชิงตะกอน

หากจะถามว่า “กรมสมเด็จพระเทพฯ” เริ่มทรงงานเมื่อไหร่ อาจกล่าวได้ว่าทรงรู้ความก็ตามเสด็จแล้ว ดังที่ทรงเล่าให้ข้าราชบริพารฟังว่า ระหว่างที่ทรงศึกษาเล่าเรียนอยู่นั้น ทรงขาดเรียนบ่อยมาก เพราะต้องตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9, สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ไปทรงงานในพื้นที่ต่างๆ ก่อนจะมีการตั้งคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) และมูลนิธิชัยพัฒนา ทรงช่วยหยอดตาป้อนยาให้เด็กๆและชาวบ้าน ทรงได้รับการปลูกฝังให้ช่วยเหลือประชาชน ด้วยการเข้าร่วมกระบวนการพัฒนาอย่างใกล้ชิดมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์

“กรมสมเด็จพระเทพฯ” ทรงถอดแบบพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มาเต็มๆ และทรงดำเนินตามรอยเบื้องพระยุคลบาทมาตลอด หลักการทรงงานที่ทรงเน้นคือ การพัฒนาในท้องถิ่นทุรกันดาร และการแก้ไขปัญหาให้ประชาชน โดยใช้องค์ความรู้ เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน จะทรงคำนึงถึงหลักภูมิสังคม ทรงมุ่งพัฒนาทั้งคนและพื้นที่ ทรงบริหารความเสี่ยง โดยทรงทดลองจนเกิดผลดีก่อน แล้วจึงค่อยพระราชทานแก่ราษฎร ทรงเน้นให้การศึกษาเด็กด้อยโอกาสและเด็กในพื้นที่ทุรกันดารห่างไกลความเจริญ อีกทั้งให้ความสำคัญกับระบบสารสนเทศ โดยใช้เทคโนโลยีในการติดตามงาน ตลอดจนเป็นแบบอย่างของการประหยัดและพึ่งพาตนเอง

อาจกล่าวได้ว่าหัวใจสำคัญของแนวพระราชดำริคือ การช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาให้ประชาชน “กรมสมเด็จพระเทพฯ” ทรงอุทิศพระวรกายให้กับประชาชน ไม่ต่างจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9, สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี โดยทรงประกอบพระราชกรณียกิจแน่นเอี้ยดทั้งเช้าสายบ่ายค่ำ และยังรับสานงานต่อจากพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่เกือบทุกพระองค์ โดยไม่เคยทรงเหนื่อยล้า กลับทรงทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับการพัฒนาบ้านเมืองมาตลอดหลายทศวรรษ

“...พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จ พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเป็นแบบอย่างของนักพัฒนาที่ทรงมีพระวิริยะอุตสาหะ โดยทรงทุ่มเทพระวรกายและพระสติปัญญา เพื่อดำเนินทุกวิถีทางที่จะช่วยให้ประชาชนที่พระองค์ทรงรักได้มีความกินดีอยู่ดีอย่างยั่งยืน ซึ่งข้าพเจ้าเองได้ตั้งปณิธานที่จะเรียนรู้ตามรอยพระยุคลบาท ในการช่วยเหลือประชาชนและประเทศไทย ให้มีความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน เดินตามรอยเบื้องพระยุคลบาทต่อไป

...เป้าหมายในการพัฒนาของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว คือการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของคน โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ให้คนมีความสุข โดยต้องคำนึงเรื่องสภาพภูมิศาสตร์, ความเชื่อทางศาสนา, เชื้อชาติ และภูมิหลังทางเศรษฐกิจ สังคม แม้ว่าวิธีการพัฒนามีหลากหลาย แต่ที่สำคัญคือ นักพัฒนาจะต้องมีความรัก, ความห่วงใย, ความรับผิดชอบ และการเคารพในเพื่อนมนุษย์ จะเห็นได้ว่าการพัฒนาเกี่ยวข้องกับมนุษยชาติ และเป็นเรื่องของจิตใจ...” กรมสมเด็จพระเทพฯ ได้พระราชทาน สัมภาษณ์ถึงหลักการทรงงานพัฒนาประเทศของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในหนังสือ “พระมหากษัตริย์นักพัฒนา เพื่อประโยชน์สุขสู่ปวงประชา

แม้ว่าการเสด็จฯไปในถิ่นทุรกันดารแต่ละครั้งจะยากลำบากเพียงใด แต่กลับเป็นความพอพระราชหฤทัยของพระองค์ที่ได้ทรงใกล้ชิดประชาชน...“การได้ย่ำไปในพื้นที่ต่างๆ เห็นภูมิประเทศแปลกๆ ได้ฟังเรื่องราวชีวิตหลายรูปแบบจากคนเป็นพันเป็นหมื่น เป็นบทเรียนที่มีคุณค่ายิ่งกว่าตำราเรียนเล่มใดจะพึงบันทึกไว้ได้ ขณะเดียวกันก็วางแนวชีวิตให้ฉันด้วย...ในการพัฒนาชนบท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในท้องที่ห่างไกลและอันตรายนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงทำพร้อมกันทุกด้าน โดยเริ่มต้นด้วยการสร้างความคุ้นเคย ทำความรู้จักให้คนในท้องถิ่นนั้นไว้วางใจ ทรงทำได้ไม่ยากนัก เพราะคนส่วนใหญ่ถือว่าทรงเป็นพ่อแม่ที่จะช่วยเหลือแก้ไขปัญหาต่างๆได้ บรรเทาความทุกข์ของตนได้ มีพระราชกระแสอย่างไรก็มักจะเชื่อฟัง...

ทรงรับความทุกข์ของพสกนิกรมาเป็นของพระองค์เอง และทรงหาทางปัดเป่าความทุกข์ร้อนนั้นให้เบาบางจางหายไป ด้วยพระราชหฤทัยแน่วแน่ที่ไม่เคยทรงยอมแพ้ต่ออุปสรรคใดๆ นี่คือความมุ่งมั่นพระราชหฤทัยในการสนองพระราชภารกิจอันยิ่งใหญ่ของ “เจ้าฟ้านักพัฒนา” ผู้ทรงหายใจเข้าออกเป็นประโยชน์สุขของปวงประชา

เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ ในวันที่ 2 เมษายน ศกนี้ ขอน้อมเกล้าฯถวายพระพรให้พระองค์ทรงพระเกษมสำราญ และทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน.

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า ทีมข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเจ้าฟ้านักพัฒนา
thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันจันทร์ที่ 12 เมษายน 2564 เวลา 23:14 น.