ข่าว
100 year

พระราชปณิธาน “เจ้าฟ้านักพัฒนา” การช่วยเหลือประชาชนเป็นหน้าที่สถาบันกษัตริย์

ไทยรัฐฉบับพิมพ์2 เม.ย. 2563 05:01 น.
SHARE

“...เหตุที่ชอบการพัฒนาช่วยเหลือประชาชนนั้น เห็นจะเป็นเพราะความเคยชิน ตั้งแต่เกิดมาจำความได้ ก็เห็นทั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงคิดหาวิธีต่างๆ ที่จะยกฐานะความเป็นอยู่ของคนไทยให้ดีขึ้น ได้ตามเสด็จเห็นความทุกข์ยากลำบากของพี่น้องเพื่อนร่วมชาติ ก็คิดว่าช่วยอะไรได้ควรช่วย ไม่ควรนิ่งดูดาย เมื่อโตขึ้นพอมีแรงทำอะไรได้ก็ทำไปอย่างอัตโนมัติ โดยทำตามพระราชกระแส หรือทำตามแนวพระราชดำริ การช่วยเหลือประชาชนเป็นหน้าที่ของสถาบันพระมหากษัตริย์ ต้องทำประจำอยู่แล้ว...” พระราชดำรัสดังกล่าวที่ปรากฏในบทพระราชทานสัมภาษณ์แก่เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการพิเศษ เพื่อประสานงานโครงการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตีพิมพ์ลงในวารสารเศรษฐกิจและสังคม ฉบับพิเศษ ธันวาคม 2528 คงพอจะสะท้อนได้เป็นอย่างดีถึงน้ำพระราชหฤทัยอันยิ่งใหญ่ที่ทรงห่วงใยในทุกข์สุขของประชาชนอย่างแท้จริง

ตลอดเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา “สมเด็จ พระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ได้ทรงงานตามรอยเบื้องพระยุคลบาท พระบาท สมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระบรมราชชนนี พันปีหลวง ด้วยพระวิริยะอุตสาหะ เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุข แก่อาณาประชาราษฎร์ จวบจนปัจจุบันก็ทรงแบ่งเบาพระราชภารกิจน้อยใหญ่ของ “พระบาทสมเด็จพระวชิร เกล้าเจ้าอยู่หัว” ด้วยความมุมานะอดทน เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยอย่างยิ่ง

“กรมสมเด็จพระเทพฯ” ถือเป็นเจ้าฟ้านักพัฒนาอย่างแท้จริง ทรงเริ่มมีโครงการในความรับผิดชอบของพระองค์เองอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ปี 2523 คือ โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ขณะเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ “สมเด็จพระเทพรัตน ราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ดำรงตำแหน่งเป็นองค์ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิชัยพัฒนา ซึ่งก่อตั้งขึ้น เมื่อปี 2531 สำหรับสนับสนุนการดำเนินงานตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการพัฒนาอื่นๆ เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

จึงอาจกล่าวได้ว่า ไม่มีผืนแผ่นดินไทยส่วนใดที่พระองค์จะไม่เคยย่างพระบาทไปถึง ไม่ว่าจะเป็นบนเขา, หนองน้ำ, ทุ่งกว้าง, ป่าที่มากด้วยดงทาก, ใต้ถุนบ้านผุพังในชนบท หรือกลางดงน้ำเน่าในสลัมเสื่อมโทรม โดยน้อยครั้งนักที่ขบวนเสด็จ พระราชดำเนินออกไปพัฒนาท้องถิ่นทุรกันดารในชนบท จะไม่มี “กรมสมเด็จ พระเทพฯ” เสด็จฯ ติดตามไปด้วย

“...เป้าหมายในการพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของคน โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ให้คนมีความสุข โดยต้องคำนึงเรื่องสภาพภูมิศาสตร์, ความเชื่อทางศาสนา, เชื้อชาติ และภูมิหลังทางเศรษฐกิจ สังคม แม้ว่าวิธีการพัฒนามีหลากหลาย แต่ที่สำคัญคือ นักพัฒนาจะต้องมีความรัก, ความห่วงใย, ความรับผิดชอบ และการเคารพในเพื่อนมนุษย์ จะเห็นได้ว่าการพัฒนาเกี่ยวข้องกับมนุษยชาติ และเป็นเรื่องของจิตใจ...” กรมสมเด็จพระเทพฯ ได้พระราชทานสัมภาษณ์ถึงหลักการทรงงานพัฒนาประเทศของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในหนังสือ “พระมหากษัตริย์นักพัฒนา เพื่อประโยชน์สุขสู่ปวงประชา”

“...จากการมีโอกาสตามเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในการเสด็จพระราชดำเนินในท้องถิ่นต่างๆ ตั้งแต่ยังเยาว์วัย ได้มีโอกาสทำงานพัฒนาอย่างจริงจัง ทำให้ได้สังเกตและได้วิเคราะห์วิถีชีวิตและความต้องการของกลุ่มต่างๆหลายกลุ่มในสภาพสิ่งแวดล้อมที่ต่างกัน ชนบางกลุ่มอยู่ห่างไกลในสิ่งแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยต่อความเป็นอยู่อย่างปกติ ขาดการบริการสาธารณะ เช่น การศึกษา การดูแลสุขภาพอนามัย ในหลายกรณีเขาขาดแม้กระทั่งความจำเป็นระดับพื้นฐาน...”

แม้ว่าการเสด็จฯไปในถิ่นทุรกันดารแต่ละครั้งจะยากลำบากเพียงใด แต่กลับเป็นความพอพระราชหฤทัยของพระองค์ที่ได้ทรงใกล้ชิดประชาชน...“การได้ย่ำไปในพื้นที่ต่างๆ เห็นภูมิประเทศแปลกๆ ได้ฟังเรื่องราวชีวิตหลายรูปแบบจากคนเป็นพันเป็นหมื่น เป็นบทเรียนที่มีคุณค่ายิ่งกว่าตำราเรียนเล่มใดจะพึงบันทึกไว้ได้ ขณะเดียวกันก็วางแนวชีวิตให้ฉันด้วย...ในการพัฒนาชนบท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในท้องที่ห่างไกลและอันตรายนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงทำพร้อมกันทุกด้าน โดยเริ่มต้นด้วยการสร้างความคุ้นเคย ทำความรู้จักให้คนในท้องถิ่นนั้นไว้วางใจ ทรงทำได้ไม่ยากนัก เพราะคนส่วนใหญ่ถือว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเป็นพ่อแม่ที่จะช่วยเหลือแก้ไขปัญหาต่างๆได้ บรรเทาความทุกข์ของตนได้ มีพระราชกระแสอย่างไร ก็มักจะเชื่อฟัง...”

“...พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเป็นแบบอย่างของนักพัฒนาที่ทรงมีพระวิริยะอุตสาหะ โดยทรงทุ่มเทพระวรกาย และ พระสติปัญญา เพื่อดำเนินทุกวิถีทางที่จะช่วยให้ประชาชนที่พระองค์ทรงรักได้มีความกินดีอยู่ดีอย่างยั่งยืน ซึ่งข้าพเจ้าเองได้ตั้งปณิธานที่จะเรียนรู้ตามรอยพระยุคลบาท ในการช่วยเหลือประชาชน และประเทศไทย ให้มีความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน เดินตามรอยเบื้องพระยุคลบาทต่อไป”

ความมุ่งมั่นพระราชหฤทัยในการสนองพระราชภารกิจพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จ พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ตลอดจนสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เป็นที่ประจักษ์ชัดแก่พสกนิกรชาวไทยมาช้านาน นับเป็นโชคดีของคนไทยและประเทศไทย ที่เรามี “เจ้าฟ้านักพัฒนา” ผู้ทรงดำเนินรอยตามเบื้องพระยุคลบาทสมเด็จพระบรมชนกนาถ และสมเด็จ พระบรมราชชนนี ทรงรับความทุกข์ของพสกนิกรมาเป็นของพระองค์เอง และทรงหาทางปัดเป่าความทุกข์ร้อนนั้นให้เบาบางจางหายไป ด้วยพระราชหฤทัยแน่วแน่ที่ไม่เคยทรงยอมแพ้ต่ออุปสรรคใดๆ
เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ ในวันที่ 2 เมษายน ศกนี้ ขอน้อมเกล้าฯถวายพระพรให้พระองค์ทรงพระเกษมสำราญ และทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน.

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า ทีมข่าวหน้าสตรีไทยรัฐ

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯเจ้าฟ้านักพัฒนาวันคล้ายวันพระราชสมภพโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนข่าวทั่วไป

คุณอาจสนใจข่าวนี้