ภาพของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงงานหนัก ใช้ชีวิตสมถะ และใกล้ชิดราษฎร ยังคงตราตรึงอยู่ในหัวใจคนไทยทั้งประเทศ และกลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้ประชาชนชาวไทยกล้าลุกขึ้นทำความดี เพื่อเดินตามรอยพ่อหลวงแห่งแผ่นดินไทย ผู้เสียสละความสุขส่วนพระองค์ เพื่อความผาสุกของปวงประชา
“พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร” ทรงเป็น “พระมหากษัตริย์ผู้ให้” อย่างแท้จริง นับตั้งแต่ทรงรับราชาภิเษกเป็นพระเจ้าแผ่นดินโดยสมบูรณ์ และมีพระบรมราชโองการแก่ประชาชนชาวไทยว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ก็ทรงอุทิศกําลังพระวรกายและกําลังพระสติปัญญาเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนตลอดมา ทรงตั้งพระราชปณิธานว่าจะเสด็จพระราชดําเนินทรงเยี่ยมราษฎรในต่างจังหวัดให้ทั่วประเทศ โดยเริ่มจากภาคกลางก่อน แล้วจึงเสด็จยังภาคอื่นๆจนครบทุกภาค การเสด็จเยี่ยมราษฎรตามพระราชปณิธานนี่เอง ทำให้ทรงทราบถึงทุกข์สุขและความเป็นอยู่ของราษฎร จนนำมาซึ่งโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่างๆ ที่ครอบคลุมปัญหาทุกด้านของประชาชน ก่อให้เกิดความผูกพันและความจงรักภักดีที่ประชาชนมีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ จนกลายเป็นเอกลักษณ์สำคัญของประเทศไทย
ในฐานะองค์พระประมุขของชาติ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทรงมีกรอบในการปฏิบัติพระราชภารกิจและพระราชกรณียกิจต่างๆ เพื่อความผาสุกของราษฎร โดยยึดถือหลัก “พระมหากษัตริย์ทรงปกเกล้า แต่มิได้ทรง ปกครอง” ตลอดเวลา 7 ทศวรรษแห่งการครองราชย์ ทรงวางพระองค์เป็นกลางทางการเมือง จนเป็นที่เคารพสูงสุดของประชาชนชาวไทย เปรียบไปแล้วก็ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของปวงชนอย่างแท้จริง
หนึ่งในบทบาทสำคัญคือ การสร้างความปรองดองของคนในชาติ ยามที่บ้านเมืองเกิดวิกฤตการณ์ และไม่มีผู้ใดสามารถแก้ไขปัญหาได้แล้ว ประชาชนทุกคนคาดหวังว่า ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 9 จะทรงใช้บารมีทำให้บ้านเมืองกลับคืนสู่ความสงบเรียบร้อยได้ ซึ่งไม่มีพระมหากษัตริย์ของรัฐใดจะเปี่ยมล้นด้วยบารมีเท่าพระองค์
ขณะเดียวกัน ก็ทรงเป็นปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ ได้พระราชทานแนวพระราชดําริเพื่อแก้ไขปัญหาสําคัญของชาติหลายประการ โดดเด่นที่สุดและเป็นที่เลื่องลือไปทั่วโลกคือ พระราชดำริเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งได้พระราชทานพระราชดํารัสนี้เป็นครั้งแรก ตั้งแต่ปี 2517 เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย พระราชวังดุสิต ความตอนหนึ่งว่า
“คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา จะว่าเมืองล้าสมัยว่าเมืองไทยเชย ว่าเมืองไทยไม่มีสิ่งที่สมัยใหม่ แต่เราอยู่พอมีพอกิน และขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทยพออยู่พอกิน มีความสงบ และทํางานตั้งจิตอธิษฐาน ตั้งปณิธานในทางนี้ที่จะให้เมืองไทยอยู่แบบพออยู่พอกิน ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอด แต่ว่ามีความพออยู่พอกิน มีความสงบ เปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ถ้าเรารักษาความพออยู่พอกินนี้ได้ เราก็จะยอดยิ่งยวดได้ ประเทศต่างๆในโลกนี้กําลังตก กําลังแย่ กําลังยุ่ง เพราะแสวงหาความยิ่งยวดทั้งในอํานาจ ทั้งในความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ทางอุตสาหกรรม ทางลัทธิ ฉะนั้นถ้าทุกท่าน ซึ่งถือว่าเป็นผู้ที่มีความคิดและมี อิทธิพล มีพลังที่จะทำให้ผู้อื่น ซึ่งมีความเห็นเหมือนกัน ช่วยกันรักษาส่วนรวมให้อยู่ดีกินดีพอสมควร ขอย้ำ พอควร พออยู่พอกิน มีความสงบ ไม่ให้คนอื่นมาแย่งคุณสมบัติจากเราไปได้ ก็จะเป็นของขวัญวันเกิดที่ถาวร ที่จะมีคุณค่าอยู่ตลอดเวลา”
พระราชดำรัสดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงพระวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล เมื่อประเทศไทยเกิดภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจรุนแรง ในปี 2540 ส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง ตั้งแต่ธุรกิจขนาดใหญ่ ไปจนถึงประชาชนในชนบท กดดันให้ประเทศไทยต้องตกอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF
ในห้วงวิกฤติดังกล่าว ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 9 ทรงเน้นย้ำถึงแนวทางการดำเนินชีวิตด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง โดยพึ่งตนเองเป็นหลัก พร้อมส่งเสริมให้มีการฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชน เพื่อให้คนในชุมชนมีความรักใคร่สามัคคีกัน และสามารถดํารงชีวิตอยู่ได้อย่างปกติสุข ทรงย้ำอีกครั้งระหว่างที่พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้คณะบุคคลต่างๆเข้าเฝ้าฯ ถวายชัยมงคล เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย เมื่อปี 2540 ว่า “การจะเป็นเสือนั้นมันไม่สําคัญ สําคัญอยู่ที่เราพออยู่พอกิน และมีเศรษฐกิจการเป็นอยู่แบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกินหมายความว่า อุ้มชูตัวเองไว้ให้มีความพอเพียงกับตัวเอง” ขณะเดียวกันยังมีพระราชดําริว่า “ถ้าสามารถที่จะเปลี่ยนให้กลับเป็นเศรษฐกิจแบบพอเพียง ไม่ต้องทั้งหมด แม้จะไม่ถึงครึ่ง อาจจะเศษหนึ่งส่วนสี่ ก็จะสามารถที่จะอยู่ได้”
และในปีต่อมา ได้พระราชทานพระราชดํารัสแก่คณะบุคคลต่างๆที่เข้าเฝ้าฯถวายชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย พระราชวังดุสิต โดยทรงอธิบายถึงการปฏิบัติตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงว่า “...ควรจะปฏิบัติเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ต้องทั้งหมด เพียงครึ่งหนึ่งก็ใช้ได้ แม้จะเป็นเศษหนึ่งส่วนสี่ก็พอ หมายความว่าวิธีปฏิบัติเศรษฐกิจพอเพียงนั้น ไม่ต้องทําทั้งหมด และขอเติมว่าถ้าทําทั้งหมดก็จะทําไม่ได้ ถ้าครอบครัวหนึ่ง หรือแม้หมู่บ้านหนึ่งทําเศรษฐกิจพอเพียงร้อยเปอร์เซ็นต์ ก็จะเป็นการถอยหลังถึงสมัยหิน สมัยคนอยู่ในอุโมงค์ หรือในถ้ำ ซึ่งไม่ต้องอาศัยหมู่บ้านอื่น เพราะว่าหมู่อื่นก็เป็นศัตรูทั้งนั้น ตีกัน ไม่ใช่ร่วมมือกัน จึงต้องทําเศรษฐกิจพอเพียง แต่ละคนต้องหาที่อยู่ ก็หาอุโมงค์หาถ้ำ ต้องหาอาหาร คือไปเด็ดผลไม้ หรือใบไม้ ตามที่มี หรือไปใช้อาวุธที่ได้สร้างได้ประดิษฐ์เอง ไปล่าสัตว์ กลุ่มที่อยู่ในอุโมงค์ในถ้ำนั้นก็มีเศรษฐกิจพอเพียง 100 เปอร์เซ็นต์ ก็ปฏิบัติได้”
ต่อมารัฐบาลได้อัญเชิญแนวพระราชดำริเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญานำทางในการพัฒนาและบริหารประเทศ โดยบรรจุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 (ปี 2545-2549) และฉบับที่ 10 (ปี 2550-2554) นอกจากนั้น แนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงยังบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550
แนวพระราชดำริสำคัญอีกประการที่พระราชทานเพื่อแก้ไขปัญหาของชาติ และสร้างความปรองดองภายในชาติคือ พระราชดําริในการแก้ไขสถานการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยหลักการ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” โดยได้พระราชทานหลักปฏิบัติในการแก้ไขปัญหาแก่รัฐบาล เมื่อปี 2547 ว่า “ให้พยายามทําความเข้าใจปัญหา เข้าถึงประชาชน และร่วมกันพัฒนา”
การสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในสังคมนั้น หัวใจสำคัญยิ่งคือ ความเป็นธรรมที่ราษฎรพึงได้รับอย่างเท่าเทียมกัน ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 9 ทรงมีบทบาทในการพระราชทานความเป็นธรรมแก่ราษฎรตลอดมา
สิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงพระราชจริยวัตรอันงดงามของพ่อหลวงแห่งแผ่นดินไทย ที่ทรงปฏิบัติอย่างต่อเนื่องมาตลอดรัชสมัย ปรากฏในพระราชดํารัสของ “สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไนดารุสซาลาม” ซึ่งถวายพระพรแด่ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 9 ในนามของพระประมุขและพระราชวงศ์ทั้ง 25 ราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2549 เนื่องในโอกาสการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ว่า “...ห้วงเวลาที่ผ่านมาเป็นห้วงที่เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างรวดเร็วและกว้างไกล มากที่สุดเท่าที่เคยประสบมาในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ท้าทายการดํารงอยู่ของเราในทุกมิติ โดยเฉพาะความเป็นชาติอันธํารงไว้ซึ่งอธิปไตย ในยามที่ถูกท้าทายเช่นนี้ สิ่งที่เราทุกคนเพรียกหาคือ การตัดสินใจที่ถูกต้องและเฉียบคมทุกครั้ง ฝ่าพระบาทได้ทรงใช้พระราชปรีชาญาณ พระสติปัญญา พระวิริยอุตสาหะ ตลอดจนความองอาจ และกล้าหาญที่พระองค์ทรงมีอยู่อย่างท่วมท้น ในการนําประเทศไทยให้พ้นภัย ฝ่าพระบาทไม่เคยทรงอยู่ห่างไกลจากประชาชนของพระองค์ ไม่เคยมีพระราชดําริให้ประชาชนเป็นเพียงผู้ฟังคําสั่ง หรือบริวาร ในทางตรงกันข้ามฝ่าพระบาททรงอยู่เคียงข้างพสกนิกรของพระองค์ และทรงร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชนชาวไทยตลอดมา...”
ทำอะไรก็ตามที่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริงต่อชาติบ้านเมือง และเพื่อความผาสุกของประชาชน นี่คือพระราชปณิธานอันแน่วแน่ที่ทรงตั้งมั่นมาตลอด 70 ปี แห่งการครองแผ่นดินโดยธรรม.
ทีมข่าวหน้าสตรีไทยรัฐ
