ข่าว
100 year

ข้อปฏิบัติวันร่วมจารึกประวัติศาสตร์ “พระราชพิธีบรมราชาภิเษก” รัชกาลที่ ๑๐

วันที่ 4 พฤษภาคม - 6 พฤษภาคม พ.ศ.2562

ช่วงเวลาที่หัวใจของคนไทยทุกดวงจะหลอมรวมกันเป็นหนึ่ง ด้วยความปลาบปลื้มปีติ ในวันมหามงคลและสำคัญยิ่งของชาติไทย โดยคนไทยจากทั่วทุกหัวระแหงต่างพร้อมใจกันถวายความจงรักภักดีด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ โดยการร่วมชมพระบารมี ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

โดยเฉพาะวันที่ 5 พฤษภาคม ซึ่งจะมีริ้วขบวนเสด็จออกรับการถวายพระพรชัยมงคล และเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค และวันที่ 6 พฤษภาคม ที่จะเสด็จออก ณ สีหบัญชร พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท

“ทีมข่าวสาธารณสุข” ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแสดงความจงรักภักดี นำเสนอวิธีดูแลตัวเอง 10 ประการ โดย พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงการเตรียมพร้อมร่างกายก่อนเข้าร่วมงาน พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ว่า เบื้องต้นประชาชนที่จะเข้าร่วมงาน พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในครั้งนี้ ต้องมีการเตรียมพร้อม 2 ส่วนหลัก ประกอบด้วย 1.การเตรียมพร้อมในเรื่องการเดินทาง ซึ่งต้องมีการสำรวจเส้นทาง ยานพาหนะที่จะใช้ในการเดินทาง และการคำนวณเวลาที่จะใช้ในการเดินทาง เนื่องจากในวันงาน พระราชพิธีบรมราชาภิเษก จะมีประชาชนจำนวนมากเดินทางไปร่วมใน งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ครั้งนี้ และ 2.ต้องมีการเตรียมร่างกาย ให้พร้อม เนื่องจากช่วงนี้เป็นฤดูร้อน ดังนั้น สภาพอากาศจึงค่อนข้างร้อนอบอ้าว โดยประชาชนสามารถเตรียมพร้อมร่างกาย ได้แก่ 1.การพักผ่อน ต้องมีการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอทั้งการนอนในช่วงกลางวันและกลางคืน เพราะประชาชนจะต้องมีการเดินทางแต่เช้า

2.ระมัดระวังเรื่องการรับประทานอาหาร เพื่อป้องกันการเกิดภาวะอาหารเป็นพิษเป็นพิเศษ เพราะหากเข้าไปอยู่ในพื้นที่ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก แล้ว ถึงแม้จะมีห้องน้ำเคลื่อนที่คอยบริการ แต่ก็อาจจะไม่สะดวกมากนัก โดยอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงจะเป็นอาหารจำพวก ส้มตำ ลาบ และกะทิ เพราะอาหารเหล่านี้ เสี่ยงที่จะบูดและเสียง่าย รวมทั้งเลี่ยงรับประทานอาหารประเภทหมักดอง ประมาณ 1-2 วัน ก่อนวันงาน ก่อนเข้าร่วมงาน พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เพื่อทำให้ท้องและร่างกายสบายขึ้น นอกจากนี้ ในการรับประทานอาหารนั้น เมื่อได้รับอาหารแล้วควรสังเกตอาหาร และภาชนะใส่อาหารว่าเรียบร้อยไม่มีปัญหาอะไร ถึงค่อยรับประทาน อย่ารับประทานจนอิ่มมากเกินไป รับประทานเพียงแค่พออิ่มท้องเท่านั้น และที่สำคัญต้องร่วมกันจัดการเรื่องขยะให้ดี เพราะเราต้องใช้พื้นที่ร่วมกันเป็นเวลานานหลายชั่วโมง

3.ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะจะทำให้ขาดสติและร่างกายไม่มีความพร้อม 4.เลือกเครื่องนุ่งห่มที่สวมใส่สบายไม่คับแน่นหรือหลวมเกินไป ทั้งเสื้อผ้าและรองเท้า เพราะประชาชนต้องนั่งในอิริยาบถเดิมๆเป็นเวลานานในที่โล่งแจ้ง 5.เตรียมอุปกรณ์ที่ใช้บังแดดและพัดคลายร้อนระหว่างเฝ้ารอรับเสด็จ เช่น หมวก ร่ม พัด ติดตัวไปด้วย แต่ไม่ควรพกไปในจำนวนที่มากจนเกินไป ควรพกไปแค่พอประมาณเท่านั้น 6.ประชาชนควรมีการเตรียมขวดใส่น้ำ พกติดตัวไปด้วยตลอดเวลา เพราะขณะนี้เป็นช่วงฤดูร้อน ร่างกายอาจเสี่ยงขาดน้ำได้ ทั้งนี้ถึงแม้ภายใน งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จะมีการเตรียมน้ำไว้ให้บริการประชาชนเป็นอย่างดี แต่จุดที่เราอยู่อาจจะไม่ใกล้กับจุดแจกน้ำ ดังนั้น ประชาชนก็ควรเตรียมขวดน้ำพกติดตัวไว้ด้วย เพราะการดื่มน้ำที่ดี คือต้องใช้วิธีการจิบน้ำบ่อยๆ เป็นระยะๆ อย่าปล่อยให้ร่างกายเกิดการ กระหายน้ำ หรือดื่มน้ำปริมาณมากในครั้งเดียว เนื่องจากจะทำให้ร่างกายไม่สบายตัวรวมถึงจะทำให้เกิดอาการจุกแน่นได้ โดยเฉพาะประชาชนที่ร่างกายมีการขับเหงื่อออกมาในปริมาณมากก็ควรมีการพกน้ำติดตัวไปด้วย

7.ควรรับประทานอาหารเช้าให้พร้อมก่อนออกจากบ้าน แต่ไม่ควรพกอาหารมาด้วยเพราะอาจเกิดการบูดได้ แต่ถ้ากลัวหิวก็อาจนำขนมรับประทานเล่น จำพวกขนมปังกรอบ คุกกี้ ติดตัวไว้ก็เพียงพอ เพราะใน พระราชพิธีบรมราชาภิเษก จะมีการจัดเตรียมอาหารให้บริการประชาชนอยู่แล้ว 8.กลุ่มผู้สูงอายุควรมีการปรับอิริยาบถบ่อยๆ ระหว่างเฝ้ารอรับเสด็จ เพราะเมื่อถึงเวลาจะได้นั่งได้ในระยะเวลาที่นานเพิ่มมากขึ้น 9.ประชาชนควรสังเกตทีมแพทย์และทีมจิตอาสาที่มีปลอกแขนติดอย่างชัดเจน เผื่อเกิดอาการหรือมีภาวะคล้ายจะเป็นลมจะได้ขอยาดมได้ทัน และหากไม่มั่นใจอาการก็จะได้ปรึกษาทีมแพทย์หรือกลุ่มจิตอาสาได้

และ 10.กลุ่มผู้ป่วยเรื้อรัง ทั้งโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หากมียาที่ต้องรับประทานเป็นประจำควรพกติดตัวไปด้วย เพราะบางครั้ง ที่จุดพยาบาลอาจไม่สามารถจัดยาบางประเภทให้ได้ บางจุดอาจจะมีแต่ยาพื้นฐานที่หน่วยพยาบาลพึงมีเท่านั้น นอกจากนี้ ควรมีการติดชื่อยาที่ชัดเจนไว้บริเวณถุงหากเกิดเหตุการณ์จำเป็น แพทย์จะได้ทราบว่ารับประทานยาใดเข้าไปบ้างทำให้การปฐมพยาบาลและการช่วยเหลือเป็นไปด้วยความรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ประชาชนสามารถสังเกตอาการร่างกายเสี่ยงภาวะขาดน้ำได้ เช่น มีอาการกระหายน้ำร่วมกับปากแห้ง ในคอแห้งผาก ร่างกายอ่อนเพลีย หากมีอาการลักษณะนี้ให้รีบจิบน้ำ อมลูกอม และหากมีอาการอ่อนเพลีย ก็ให้รีบยกมือเรียกหน่วยแพทย์และจิตอาสาที่คอยให้บริการ ส่วนประชาชนที่เห็นเพื่อนข้างๆมีภาวะหน้าขาวซีด ก็รีบเรียกทีมแพทย์เข้ามาปฐมพยาบาล หากทีมแพทย์ยังไม่มา สามารถช่วยได้ด้วยวิธีทำให้บริเวณโดยรอบโล่ง มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก หากหมดสติและใส่เสื้อผ้าแน่นเกินไปก็ให้ทำการคลายเสื้อผ้าให้หลวม เป็นต้น

สำหรับจุดบริการทางการแพทย์ ซึ่งเป็นความร่วมมือของกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักการแพทย์กรุงเทพมหานคร โรงเรียนแพทย์ แพทย์จาก 4 เหล่าทัพ รวมทั้งแพทย์ พยาบาล และบุคลากรจากโรงพยาบาลเอกชน ในการดูแลประชาชนที่เดินทางมาร่วมงานพระราชพิธีครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ครั้งนี้ โดยวางกำลังหน่วยแพทย์ไว้ตามจุดต่างๆ 6 โซน คือ

โซนที่ 1 ใต้สะพานพระปิ่นเกล้า พระแม่ธรณีบีบมวยผม ซอยหน้าพระธาตุ ปากซอยถนนจันทร์ (วัดมหาธาตุ) ท่าช้าง (ท่าเรือ) ซอยหับเผย (ศาลหลักเมือง)

โซนที่ 2 หน้าพิพิธภัณฑ์เหรียญ ถนนบูรณศาสตร์ หน้าวิทยาลัยเทคโนโลยีพระนครพณิชยการ แยกโรงเรียนตะละภัฏศึกษา ถนนข้าวสาร ถนนตะนาว

โซนที่ 3 วัดสามพระยา ถนนพระสุเมรุ วัดชนะสงคราม วัดตรีทศเทพ โรงควบคุมคุณภาพน้ำรัตนโกสินทร์ อาคารจอดรถ กทม. โรงเรียนสตรีวิทยา

โซนที่ 4 เทเวศประกันภัย แยกสะพานวันชาติ หน้าอาคารสยามเฮ้าท์ ลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ แมกซ์แฟชั่น ถนนสนามหลวง สมาคมโรงแรมไทย ถนนดินสอ

โซนที่ 5 แยกเสาชิงช้า แยกเฉลิมกรุง วงเวียน สน.พระราชวัง โรงเรียนราชบพิธ โรงเรียนวัดราชบพิธ สี่กั๊กพระยาศรี

โซนที่ 6 เทคโนโลยีตั้งตรงจิตรพณิชยการ แยกชุมชนท่าเตียน กพร.ทร. มิวเซียมสยาม

นอกจากจุดบริการทางการแพทย์ในพื้นที่แล้ว กระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมทีมแพทย์เดินเท้ากระจายอยู่ทุกพื้นที่ พร้อมทั้งได้เตรียมเส้นทางฉุกเฉินในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลต่างๆ ได้แก่ รพ.ศิริราช

รพ.ศิริราชปิยมหาราชการุณย์ วชิรพยาบาล รพ.ตากสิน สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา รพ.กลาง รพ.หัวเฉียว รพ.มิชชั่น รพ.รามาธิบดี รพ.พระมงกุฎเกล้า รพ.ตำรวจ รพ.จุฬาลงกรณ์ รพ.บำรุงราษฎร์ เป็นต้น.

ทีมข่าวสาธารณสุข

พระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 2562ข่าวพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในหลวงร.10รัชกาลที่ 10บรมราชาภิเษก