king10
Thairath Logo
กีฬา

พระราชพิธีเสวยเศวตฉัตร มหาวชิราลงกรณ

หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์แห่งประเทศไทย ตามคำกราบ บังคมทูลเชิญของประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภากราบบังคมทูลในนามของปวงชนชาวไทยเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ.2559 แล้วนั้น ตามแบบแผนโบราณราชประเพณีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมายาวนาน จักต้องมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เพื่อให้ทรงฐานะพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งบรรดาพสกนิกรต่างก็รอคอยมาโดยตลอดว่าจักทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ดำเนินการขึ้นในห้วงเวลาใด

ประกาศสำนักพระราชวัง

1 มกราคม 2562

จวบจนถึงวันที่ 1 มกราคม พุทธศักราช 2562 สำนักพระราชวังก็ได้เผยแพร่ประกาศสำนักพระราชวังเรื่องทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก โดยมีใจความดังนี้

เลขาธิการพระราชวังรับพระราชโองการเหนือเกล้าเหนือกระหม่อม ให้ประกาศให้ทราบ โดยทั่วกันว่า โดยที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์แห่ง ประเทศไทย ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภากราบบังคมทูลในนามของปวงชนชาวไทยนั้น

ทรงพระราชดำริว่า เป็นโอกาสอันควรที่จะได้ประกอบการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ตามพระราชประเพณี เพื่อความเป็นสวัสดิมงคลของประเทศชาติ และราชอาณาจักร ให้เป็นที่ชื่นชมยินดีของประชาชนผู้มีความหวังตั้งใจอยู่ทั่วกัน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกขึ้น ดังนี้

วันที่ 4 พฤษภาคม พุทธศักราช 2562 พระราชพิธีบรมราชาภิเษก และเสด็จออกมหาสมาคม พระบรมวงศานุวงศ์ คณะองคมนตรี คณะรัฐมนตรี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เฝ้าทูลละอองธุลี พระบาทถวายพระพรชัยมงคล จากนั้นพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร

วันที่ 5 พฤษภาคม พุทธศักราช 2562 พระราชพิธีเฉลิมพระปรมาภิไธย พระนามาภิไธย และสถาปนาฐานันดรศักดิ์พระบรมวงศานุวงศ์ จากนั้นเสด็จฯเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค

วันที่ 6 พฤษภาคม พุทธศักราช 2562 เสด็จออก ณ สีหบัญชร พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท พสกนิกรเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวาย พระพรชัยมงคล จากนั้นเสด็จออก ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท คณะทูตานุทูต และกงสุลต่างประเทศเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายพระพรชัยมงคล

ส่วนการเสด็จฯเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มีขึ้นในช่วงการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ปลายปีพุทธศักราช 2562

จึงประกาศมาให้ทราบโดยทั่วกัน สำนักพระราชวัง

1 มกราคม พุทธศักราช 2562
รับสนองพระราชโองการ

ต่อมารัฐบาลได้มีการจัดตั้ง “คณะกรรมการอำนวยการ” จัดงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นคณะหนึ่ง โดยมี สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นองค์ประธานที่ปรึกษา มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ และมีคณะกรรมการฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้องครบถ้วน และได้มีการประชุมใหญ่เพื่อกำหนดแนวทางการจัดงานพระราชพิธี ซึ่งที่ประชุมมีมติว่า เพื่อให้พระราชพิธีอันยิ่งใหญ่นี้เป็นไปอย่างสมพระเกียรติ คณะกรรมการอำนวยการจะยึดตามแนวพระราชกระแสรับสั่ง ที่ทรงขอให้ดำเนินการตามแบบแผนโบราณราชประเพณี ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่ พิธีเบื้องต้น พิธีเบื้องกลาง และ พิธีเบื้องปลาย ดังรายละเอียดโดยสังเขปต่อไปนี้

3 ขั้นตอนตามราชประเพณีโบราณ

พิธีเบื้องต้น ซึ่งเริ่มขึ้นในเดือนเมษายน ที่ผ่านมา ได้แก่ การเตรียมน้ำอภิเษกที่จะนำมาใช้ในพิธีสรง “พระมุรธาภิเษก” สำหรับการรดเหนือพระเศียรและการเตรียมน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่นำมาเป็น “น้ำอภิเษก” สำหรับการรดที่พระหัตถ์ ซึ่งในพระราชพิธีครั้งนี้ น้ำพระมุรธาภิเษก ได้ใช้น้ำจากแม่น้ำ 5 สายสำคัญของไทย ได้แก่ แม่น้ำบางปะกง แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำราชบุรี และแม่น้ำเพชรบุรี ที่เรียกว่า เบญจสุทธคงคา และน้ำจากสระ 4 สระ ในจังหวัดสุพรรณบุรี ได้แก่ สระเกษ สระแก้ว สระคา และสระยมนา ซึ่งเป็นแหล่งน้ำที่ใช้สำหรับการสรง “พระมุรธาภิเษก” มาตั้งแต่สมัยอยุธยา

ทั้งนี้ ในการตักน้ำศักดิ์สิทธิ์จากแม่น้ำทั้ง 5 สายนั้น แม่น้ำบางปะกง จะตักที่ตำบลพระอาจารย์ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก แม่น้ำป่าสัก จะตักที่ตำบลท่าราบ อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี แม่น้ำเจ้าพระยา ตักที่ตำบลบางแก้ว อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง แม่น้ำราชบุรี ตักที่บริเวณสามแยกคลองหน้าวัดดาวดึงษ์ ตำบลบางช้าง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม และ แม่น้ำเพชรบุรี ตักที่บริเวณท่าน้ำวัดไชยศิริ ตำบลสมอพลือ อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี

ส่วนในการตักน้ำศักดิ์สิทธิ์เพื่อเตรียม “น้ำอภิเษก” นั้น นับเป็นครั้งแรกที่มีการใช้น้ำจาก 76 จังหวัดทั่วประเทศ และกรุงเทพมหานคร จำนวน 108 แหล่งนํ้าศักดิ์สิทธิ์เพื่อแสดงถึงการมีส่วนร่วมของพสกนิกรในทุกจังหวัดทั่วประเทศ ในพิธี
อันเป็นมหามงคลยิ่งของแผ่นดินไทย ซึ่งว่างเว้นมา 69 ปี ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยได้กำหนดจุดและ พิธีในการนำน้ำขึ้นมา โดยมีพิธีพลีกรรมพร้อมกันทุกจังหวัด เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2562 ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ในพิธีเบื้องต้นยังมีการจารึกพระสุพรรณบัฏ ดวงพระบรมราชสมภพ แกะพระราชลัญจกร ในวันที่ 23 เมษายน

พิธีเบื้องกลาง เป็นวันพระราชพิธี ระหว่างวันที่ 4-6 พฤษภาคม โดยเฉพาะวันที่ 4 พฤษภาคม จะเป็นวันสำคัญที่สุด โดยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเข้าพิธีสรงพระมุรธาภิเษก ณ ชาลาพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ซึ่งการสรงพระมุรธาภิเษก หมายถึง การยกให้ หรือการแต่งตั้งโดยการทำพิธีรดน้ำ ซึ่งตามคติความเชื่อของพราหมณ์ถือว่าการยกให้ผู้ใดเป็นใหญ่ ทรงสิทธิ์อำนาจนั้น จะต้องทำด้วยพิธีรดน้ำศักดิ์สิทธิ์ สมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว เสด็จประทับเหนืออุทุมพรราชอาสน์ภายในมณฑปพระกระยาสนาน ทรงเศวตพัสตร์ขลิบทอง หลังจากนี้ พระองค์จะทรงเครื่องบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์ฉลองพระองค์ครุยเต็มยศ นพรัตน์สายสร้อย จุลจอมเกล้า เสด็จขึ้นสถิตเหนือพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ ทรงรับน้ำอภิเษกเสร็จแล้ว เสด็จฯไปยังพระที่นั่งภัทรบิฐทรงรับเครื่องราชกกุธภัณฑ์ เครื่องบรมขัตติยราชวราภรณ์ และพระแสงขรรค์ชัยศรี

ในพระราชพิธีครั้งนี้มีพระที่นั่งที่เกี่ยวข้อง 3 พระที่นั่ง คือ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ใช้เป็นที่บรรทมของพระเจ้าแผ่นดินทุกรัชกาล เรียกพิธีนี้ว่า เฉลิมพระราชมณเฑียร ถัดมา พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ เป็น พระที่นั่งสำหรับรับการถวายน้ำอภิเษกทั้ง 108 แห่ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ

และสุดท้าย พระที่นั่งภัทรบิฐ ทรงรับเครื่องราชกกุธภัณฑ์ เช่น พระมหาพิชัยมงกุฎ พระแสงขรรค์ชัยศรี ธารพระกร พระแส้จามรีกับวาลวิชนี ฉลองพระบาทเชิงงอน เป็นต้น

หลังจากพระราชพิธีแล้ว การออกพระนามจะต้องเรียกว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยไม่ต้องตามด้วยชื่อท่าน และเมื่อกราบบังคมทูลใดๆ จะใช้คำว่า ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม และลงท้ายว่า ด้วยเกล้า ด้วยกระหม่อม ขอเดชะ และเปลี่ยนจากพระราชโองการ มาใช้ พระบรมราชโองการ

วันต่อมา วันที่ 6 พฤษภาคม จะเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค เสด็จออก ณ สีหบัญชร พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท ให้ประชาชนเฝ้าฯรับเสด็จและถวายพระพรชัยมงคล

สำหรับ พิธีเบื้องปลาย จะเป็นพิธีหลังพระราชพิธีบรมราชาภิเษก โดยเสด็จ พระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในพระราชพิธี ถวายผ้าพระกฐิน จากท่าเรือวาสุกรีไปยังวัดอรุณราชวราราม ระยะทาง 4 กิโลเมตร ซึ่งได้มีการเตรียมความพร้อมและซ้อมของฝีพาย จำนวน 2,300 นายไว้แล้ว

ปวงประชาปลาบปลื้มรอคอยวันสำคัญ

หลังจากคณะกรรมการอำนวยการได้แถลงข่าวครั้งใหญ่ไปแล้ว ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่างก็กลับไปดำเนินการตามหน้าที่ของตนอย่างแข็งขัน มีข่าวการฝึกซ้อมในทุกๆด้านและการจัดเตรียมเข็มที่ระลึกตราสัญลักษณ์ เหรียญกษาปณ์์ ธนบัตร ตลอดจนดวงตราไปรษณียากร พร้อมที่จะทำออก จำหน่ายแก่ประชาชนอย่างทันท่วงที

ในขณะที่พสกนิกรทุกหมู่เหล่าทั่วประเทศต่างก็รอคอยพระราชพิธีครั้งนี้ด้วยความปลื้มปีติ ถือเป็นวันสำคัญของชีวิตที่จะได้มีส่วนในการชื่นชม พระบารมีของพระมหากษัตริย์ องค์ที่ 10 แห่งบรมราชจักรีวงศ์

สถาปนาสมเด็จพระราชินี

แล้วมาถึงวันที่ 1 พฤษภาคม 2562 ราชกิจจานุเบกษาได้ลงประกาศ เรื่อง สถาปนาสมเด็จพระราชินี ดังต่อไปนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ประกาศว่า โดยที่ทรงประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส กับพลเอกหญิง สุทิดา วชิราลงกรณ์ ณ อยุธยา ถูกต้องตามกฎหมาย และราชประเพณีโดยสมบูรณ์ทุกประการแล้ว

จึงมีพระราชโองการให้สถาปนาพลเอกหญิง สุทิดา วชิราลงกรณ์ ณ อยุธยา พระอัครมเหสี เป็นสมเด็จพระราชินีสุทิดา ทรงดำรงตำแหน่งพระอิสริยยศ ฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 1 พฤษภาคม พุทธศักราช 2562 เป็นปีที่ 4 ในรัชกาลปัจจุบัน.

พระราชพิธีบรมราชาภิเษกรัชกาลที่ 10รายละเอียดพระราชพิธีร.10น้ำอภิเษกสถาปนาสมเด็จพระราชินีสมเด็จพระราชินีสุทิดาบรมราชาภิเษก