สมาชิก
สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ จัดประชุมด้านอินทรีย์เคมีขั้นสูงในภูมิภาคเอเชีย

สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ จัดประชุมด้านอินทรีย์เคมีขั้นสูงในภูมิภาคเอเชีย

-ก+

แชร์ข่าว

ยกระดับคุณภาพงานวิจัยของไทยให้ทัดเทียมนานาชาติ

ด้วยพระปณิธานของศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน จึงทรงแสวงหาความรู้และความร่วมมือจากสถาบันการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ชั้นนำในต่างประเทศ เพื่อนำความรู้เหล่านั้นมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทย โดยทรงส่งเสริมให้สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เป็นแกนนำความร่วมมือทั้งในรูปแบบของงานวิจัยร่วมการประชุมวิชาการ และการแลกเปลี่ยนนักวิจัย และได้เข้าร่วมเป็นเครือข่ายแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างนักอินทรีย์เคมีในภูมิภาคเอเชีย เพื่อยกระดับคุณภาพงานวิจัยของไทยให้ทัดเทียมกับนานาชาติ โดยสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์เป็นศูนย์กลางภายในประเทศ ทั้งยังทรงเป็นหัวหน้าโครงการความร่วมมือทางวิชาการในสาขาวิชาอินทรีย์เคมีในภูมิภาคเอเชีย (Asian Core Program (ACP) : Cutting-Edge Organic Chemistry in Asia) ซึ่งก่อตั้งเมื่อปี 2548 ซึ่งมีความร่วมมือของสถาบันการศึกษาชั้นนำ 7 ประเทศ และ 1 เขตการปกครองพิเศษ ได้แก่ ญี่ปุ่น, จีน, เกาหลี, สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน), สิงคโปร์, มาเลเซีย, ไทย และเขตบริหารพิเศษฮ่องกง

โอกาสนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี โปรดให้สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดการประชุมวิชาการระดับนานาชาติทางด้านอินทรีย์เคมีขั้นสูงในภูมิภาคเอเชีย ครั้งที่ 13 (The 13th International Conference on Cutting-Edge Organic Chemistry in Asia) หรือ ICCEOCA-13 ในวันที่ 1-3 พ.ย. ณ ศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ หลักสี่ โดยจะมีนักวิจัย คณาจารย์ที่มีผลงานวิจัยอันโดดเด่นและมีความเชี่ยวชาญด้านอินทรีย์เคมี และสาขาอื่นๆที่เกี่ยวข้องจากภูมิภาคเอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กว่า 200 คน มาร่วมนำเสนอผลงานความก้าวหน้าทางวิชาการพร้อมกันนี้ยังจะมีการมอบรางวัล Lectureship Awards แก่ผู้ที่นำเสนอผลงานวิจัยยอดเยี่ยมด้วย ในการประชุมครั้งนี้นอกจากองค์ความรู้ที่จะนำไปสู่ความร่วมมือด้านการวิจัย จากเครือข่ายวิจัยกลุ่มประเทศสมาชิกอันก่อให้เกิดประ โยชน์ต่อประเทศในระยะยาวแล้ว นักวิจัยไทยยังจะได้แลกเปลี่ยนความรู้ ความก้าวหน้าทางการวิจัยต่างๆที่เกิดขึ้นในภูมิภาคอีกด้วย.