15 ฉบับ...หนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับพิเศษ ระหว่างวันที่ 13 ตุลาคม ถึงวันที่ 27 ตุลาคม 2560 บันทึกหน้าประวัติศาสตร์ “ไทยรัฐร่วมพสกนิกรไทย...ส่งใจสู่ฟ้าอาลัยพ่อ” น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ “พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช”
365 วันสวรรคต โศกสลดไม่จางหาย, พระเกียรติกำจายสากล สถิตใจชนนิรันดร์, สืบราชสันตติวงศ์ ดำรงสถาพร, สุนทรคีตศิลป์ ถวายบดินทร์สวรรคาลัย, หลอมใจถวายภักดิ์ แจ้งประจักษ์ทั้งโลกา, จิตอาสาประชาราษฎร์ ตามรอยบาทองค์ราชัน, ตำนานดอกไม้จันทน์ เบ่งบานดั่งดวงดาว
สะพรั่งพราว 9 กวี อัญชุลีมหาราชัน, สร้างสรรค์หลากสิ่งมิ่งอนุสรณ์, โขน ละคร มหรสพไทย เทิดไท้ภูมิพล, ย้อนยลถวายพระเพลิงกษัตราธิราช, ภูมิทัศน์พระเมรุมาศแม้นสวรรค์, สร้างสรรค์รอบพระเมรุฯ เด่นเหลืองเรืองอร่าม, งามตระการริ้วขบวนพระบรมศพ, น้อมนบดอกไม้จันทน์กลางธารน้ำตา
ปกพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 จากผลงานศิลปินแห่งชาติและศิลปินชื่อดัง 14 ศิลปิน 14 ฉบับ หาซื้อ...หาเก็บไว้ยิ่งนานวันจะมีคุณค่ายิ่ง
ภาพ “กายทิพย์ในหลวงรัชกาลที่ 9” ของ เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ เป็นภาพแรกและภาพเดียวที่นำมาทำเป็นปกหนังสือพิมพ์ เพื่อให้ประชาชนเก็บเป็นประวัติศาสตร์
“เวลาเราดูรูปพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 พระพักตร์ของพระองค์ท่านไม่ใช่กายเนื้อ เราจะเห็นรอยยิ้ม เราจะเห็นความนิ่ง คือการวางนิ่งเฉย นั่นคือการสื่อแสดงให้เห็นถึงการไปสู่พระนิพพานด้วยซ้ำไป ดังนั้นรูปนี้จึงเป็นเลขเก้า ที่ดีไซน์ขึ้นมาเหมือนการเคลื่อนไหวจากเลขเก้าขึ้นไปสู่พระนิพพาน ผ่านสรวงสวรรค์......”
เฉลิมชัย อธิบายต่อไปอีกว่า สวรรค์ทั้งหมดในรูปมี 10 เป็นทศพิธราชธรรมของพระเจ้าอยู่หัว ผมเขียนครุฑทั้งหมดสี่ เป็นทางส่งเสด็จ อันนี้คือพรหมวิหารสี่...พระเจ้าอยู่หัวบรรลุธรรม นี่คือความคิดผม
“จะมีคนไทยสักกี่คนที่ได้เห็นรูปนี้แล้วร้องไห้...ต้องมีความเข้าใจ อินและรู้สึก จะต้องมีสุนทรียภาพเข้าใจความงามมากที่สุด พระองค์ท่านสวรรคตแล้ว แต่คนไทยต้องก้าวต่อไป ไปสู่ความรุ่งเรืองของชาติบ้านเมือง พระองค์ท่านพูดเสมอว่า ความรักชาติ นั่นคือสิ่งที่อยู่ในหัวใจของคนไทยทุกคน”
พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 รักคนไทย...รักประเทศมาก อยากเห็นประเทศไปสู่ความก้าวหน้า อยากเห็นคนไทยไม่มีความทุกข์ ไม่มีคนจน คนไทยอยู่ดีกินดี...ไม่ทะเลาะกัน รัก สามัคคีกัน
“ขอให้เรารักบ้านเมืองของเราสักครึ่งเดียวของพระเจ้าอยู่หัว เราก็มากมายแล้ว...บ้านเมืองของเราก็เจริญมากมายแล้ว คิดว่าทุกคนก็อยากเห็น”
เปิดคู่มือสื่อมวลชน งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร วันที่ 25-29 ตุลาคม พุทธศักราช 2560 “โบราณราชประเพณี การถวาย พระเพลิงพระบรมศพ”
ประวัติศาสตร์ชาติไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัยเป็นต้นมา พระมหากษัตริย์นอกจากจะทรงเป็นผู้นำในการก่อตั้งพระราชอาณาจักรแล้ว ยังทรงทำนุบำรุงสร้างศิลปวัฒนธรรมและระเบียบประเพณีต่างๆ
หลักฐานที่กล่าวถึงการจัดพระราชพิธีพระบรมศพที่เก่าแก่ที่สุด ปรากฏอยู่ในหนังสือไตรภูมิกถาหรือไตรภูมิพระร่วง หนังสือวรรณคดีทางพระพุทธศาสนาเล่มแรกของชาติไทย
พระมหาธรรมราชาที่ 1 หรือพญาลิไทแห่งกรุงสุโขทัย ทรงพระราชนิพนธ์ไว้เมื่อปีระกา พุทธศักราช 1888 พรรณนาการจัดการพระศพพระยามหาจักรพรรดิราชไว้
“พระมหากษัตริย์” ผู้ทรง “ทศพิธราชธรรม” มีพระมหากรุณาธิคุณอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศชาติและประชาชนชาวไทย ทรงได้รับการเทิดทูนเสมอด้วยสมมติเทพตามคติพราหมณ์ เมื่อเสด็จพระราชสมภพถือเป็นเทพอวตารคือเทวดาจุติลงมาอุบัติบนโลกมนุษย์
ครั้นเมื่อเสด็จสวรรคตจึงถือเป็นการเสด็จกลับสู่สวรรค์ พระราชพิธีอันเกี่ยวเนื่องกับพระบรมศพจึงถือเป็นพระราชพิธีที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติอย่างสูงสุด
“มณฑลพิธี”...หมายถึงบริเวณที่ใช้ประกอบพระราชพิธี พิธี ซึ่งมีสัญลักษณ์หรือสิ่งก่อสร้างเป็นเครื่องหมายแสดงอาณาบริเวณหรือขอบเขตที่แน่ชัด เช่น มณฑลพิธีท้องสนามหลวงใช้ในการประกอบพระราชพิธีต่างๆ รวมทั้งพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพและพระราชทานเพลิงพระศพมาตั้งแต่ครั้งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จึงเรียกว่า...“ทุ่งพระเมรุ”
องค์พระเมรุมาศหรือพระเมรุสร้างขึ้นตรงกลางของมณฑลพิธีตามคติการเป็นศูนย์กลางของโลกและจักรวาล รายล้อมด้วยพระที่นั่งทรงธรรม ศาลาลูกขุน พลับพลายก หอเปลื้อง ซ่าง ทับเกษตร ทิม คดและประดับด้วยสัตว์หิมพานต์ กินนร กินรี รอบพระเมรุมาศ ชั้นนอกสุดล้อมรอบด้วยราชวัติซึ่งเป็นแนวรั้วกำหนดขอบเขตมณฑลพิธี ประดับตกแต่งด้วยฉัตรและธงเป็นระยะ
คติความเชื่อเรื่อง “โลก” และ “จักรวาล” ตามที่กล่าวถึงในเตภูมิกถา ได้บรรยายไว้ว่า...โลกและจักรวาลมีลักษณะเป็นวงกลม มีเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ใต้เขาพระสุเมรุเป็นเมืองอสูร บนเขาพระสุเมรุเป็นที่ตั้งของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีไพชยนต์ปราสาทอยู่กลางเมือง
เขาพระสุเมรุล้อมรอบด้วยทะเล 7 ชั้น เรียกว่า “ทะเลสีทันดร” สลับด้วยภูเขา 7 ลูก เรียกว่า...สัตตบริภัณฑ์ หรือสัตตภัณฑ์ คือ ยุคนธร อิสินธร กรวิก สุทัสสนะ เนมินธร วินันตกะ และอัสสกัณณะ ถัดออกมาเป็นมหาสมุทรทั้ง 4 และทวีปทั้ง 4 กลางทะเลนั้นมีเกาะอยู่ 2,000 เกาะ
มนุษย์เรานี้อาศัยอยู่ในชมพูทวีปอันเป็นที่ตั้งของป่าหิมพานต์ ชั้นนอกสุดเป็นกำแพงจักรวาลล้อมรอบเป็นเขตสุดขอบจักรวาล
คติความเชื่อข้างต้นนี้เป็นที่มาในการสร้างพระเมรุมาศอันมีปริมณฑลรายล้อมด้วยสิ่งก่อสร้างต่างๆ เป็นการจำลอง...อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องยากที่จะระบุความหมายอย่างแน่ชัดในแบบแผนของพระเมรุมาศทั้งหมด เพราะสิ่งก่อสร้างบางอย่างสร้างขึ้นตามประโยชน์ใช้สอย เช่น ศาลาทรงธรรม เป็นพระที่นั่งโถงสำหรับพระมหากษัตริย์ประทับเมื่อเสด็จฯไปงานถวายพระเพลิง
“...ที่ของข้าพเจ้าในโลกนี้คือการได้อยู่ท่ามกลางประชาชนของข้าพเจ้า นั่นคือคนไทยทั้งปวง” ประโยคปิดท้ายที่หยิบยกมาจาก พระราชนิพนธ์เรื่อง “เมื่อข้าพเจ้าจากสยามมาสู่สวิทเซอร์แลนด์” ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร
“เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” พระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก วันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2493
ผ่านมาถึงวันนี้...คงไม่มีคนไทยคนไหนปฏิเสธความจริงของประโยคข้างต้นนี้ได้
เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ร่วมบันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ “ไทยรัฐร่วมพสกนิกรไทย...ส่งใจสู่ฟ้า อาลัยพ่อ”.
