"อุเทน" ตัดเกรด คสช. สอบตก 3 ปีรวด ปราบโกงเหลว-ถลุงงบรัฐเละ เหตุไม่กล้าหาญ-ใช้คนหน้าเดิมเปรียบเหมือน "เด็กเส้น" ไม่เข้าเรียน แต่ "คนคุมสอบ" ให้สอบผ่าน จนได้ขึ้นปี 4 กระตุ้นช่วงท้ายโรดแม็ปต้องกล้าหาญแก้ไข พ.ร.บ.เงินตราฯรีดเงินนอกรีตเข้าระบบ ดัดหลังพวกทำผิดกฎหมาย

เมื่อวันที่ 22 พ.ค.60 นายอุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก khonthaireset ถึงโอกาสครบรอบ 3 ปีรัฐประหาร 22 พ.ค.57 ว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้เวลาเดินมา 3 ปี โดยย่ำอยู่กับที่บนมาตรการการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันที่ล้มเหลว และใช้จ่ายเงินงบประมาณอย่างฟุ่มเฟือย อย่างไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งมีสาเหตุหลักๆ 2 ประการ คือ หนึ่งการขาดความกล้าหาญ ทั้งที่มีอำนาจล้นมือ โอกาสและเวลามากกว่าคณะรัฐประหารในอดีต แต่กลับทำให้ 3 ปีที่ผ่านมาไร้ความหมาย ยิ่งกว่าคำว่าเสียของเสียอีก อีกเรื่องคือ การเลือกใช้บุคลากรคนทำงานของ คสช. ก็มีแต่การแต่งตั้งคนในวงศ์วาน คสช.เองเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่คนนอกที่เป็นพลเรือนก็ล้วนแล้วแต่เป็นคนหน้าเก่าๆ ชื่อเดิมๆ ที่มีส่วนในการก่อวิกฤติทางการเมืองไทยในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมาแทบทั้งสิ้น จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ คสช.สอบตกอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ก็คงยังอยู่ในอำนาจได้ต่อไป ด้วยกลไกหรือเงื่อนไขต่างๆ ที่มีการวางกับดักไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

"เปรียบเทียบ คสช.เหมือนนักศึกษาที่เรียนมาครบ 3 ปี ปรากฏว่าสอบตกทั้ง 3 ปี แต่กลับได้เลื่อนชั้น เพราะเป็นเด็กเส้น หรือคนคุมสอบเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ปล่อยให้เด็กเส้นคนนี้ผ่านขึ้นปี 4 แบบไม่ต้องเรียนก็สอบผ่าน ประชาชนคนไทยที่ยอมรับสภาพตอนนี้ก็เหมือนเป็นคนคุมสอบด้วย ก็ต้องถามว่าใครควรเป็นผู้รับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น ที่ประเทศไทยเป็นเช่นทุกวันนี้ จะโทษใครไม่ได้ นอกจากโทษตัวเราเอง" นายอุเทน กล่าว

...

นายอุเทน กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงสุดท้ายของการบริหารบ้านเมืองของ คสช.จึงขอเรียกร้องผู้มีอำนาจใน คสช. ตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ตลอดจน นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯด้านเศรษฐกิจ แสดงความกล้าหาญในการศึกษาหรือเสนอให้มีการแก้ไข พ.ร.บ.เงินตราฯ พ.ศ. 2501 เพื่อเปลี่ยนสีธนบัตรทุกชนิด แต่คงมูลค่าเดิมไว้ และหากเป็นไปได้ก็ควรยกเลิกธนบัตรฉบับละ 500 และ 1,000 บาท ที่มีมูลค่าสูงเกินไปด้วย แต่ต้องมีหลักเกณฑ์ให้ผู้ที่ถือครองนำธนบัตรเดิมมาแลกเปลี่ยนภายในเวลาและจำนวนที่กำหนด หากมีจำนวนเกินกว่าที่กำหนดก็ต้องมีหลักฐานแสดงที่มาหรือการเสียภาษีของเงินนั้นๆ ด้วย หากแสดงที่มาไม่ได้ก็ต้องยึดเงินส่วนนั้นคืนรัฐ เพื่อเป็นกลไกในการกลั่นกรองว่าผู้ใดร่ำรวยผิดปกติหรือไม่ และเชื่อว่าเงินสีเทานอกระบบก็จะถูกดึงกลับเข้าสู่ระบบเป็นจำนวนมหาศาล.