3 ปี คสช.ไวเหมือนโกหกแต่ก้าวที่จะทอดออกไปไม่ใช่เรื่องง่ายๆอย่างที่ผ่านมา มันจะยากและเจอ แรงเสียดทานยิ่งขึ้น การตั้งรับที่ดีที่สุดก็คือปรับจูนเครื่องยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น
ข่าว “เขย่าขวด” สุดสัปดาห์นี้เหมารวมไปแถลงพร้อมๆกันในโอกาสครบรอบ 3 ปี คสช.และรัฐบาลอำนาจพิเศษราวเดือน ก.ย.
เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็คงเนื่องมาจากไหนๆจะโดนตุ๊บอยู่แล้วก็ว่ากันทีเดียวเลยดีกว่า เพราะหากแบ่งเป็น 2 ครั้ง
อาจจะเจ็บตัวเบิ้ลไปอีก 2 ครั้ง 2 ครา
เพราะหลังจากที่เรียงหน้ากระดานรุมกระหน่ำใส่รัฐบาลมาตลอดเนื่องในวาระครบ 3 ปี โดยเฉพาะจากนักการ เมืองแทบทุกค่าย
นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คงประเมินแล้วถอยก่อนดีกว่าค่อยไปว่ากันทีหลังเพราะต่อให้กางผลงานออกมาเป็นแผง
ยังไงก็ต้องโดนอยู่แล้ว
อีกทั้งยังได้แก้ปมข่าวที่ว่าจะมีการปรับ ครม.โดยยืนยันว่าในโอกาสครบ 3 ปี ไม่จำเป็นต้องปรับ ครม. รัฐธรรมนูญไม่มีกำหนดในเรื่องนี้แต่อย่างใด
2 ประเด็นนี้สถานการณ์เลยเบาไปหน่อย
เพราะการปรับ ครม.ที่เน้นกันไปที่ทีมเศรษฐกิจและบรรดารัฐมนตรีที่มาจาก คสช.นั้นถือเป็นจุดอ่อนสำคัญของรัฐบาล
ยิ่งพูดยิ่งเน้นก็ยิ่งกระเทือนซาง
รู้กันดีว่าปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลเป็นประเด็นที่พูดกันมาตลอด ไม่ว่าจะทำโพลกันกี่ครั้งกี่หนก็ตรงกันหมด
ปากท้องชาวบ้านนั้นถือว่าเซนซิทีฟมากที่สุดไม่ว่ารัฐบาลไหน
แม้ตัวเลขเศรษฐกิจที่เปิดเผยมาจากภาครัฐบาลทั้งคลัง สศช.ออกมาตรงกันหมดว่าเศรษฐกิจกำลังดีขึ้น หาก
ส่งออกเป็นอย่างนี้ จีดีพีจะอยู่ในระดับ 3.3–3.5%
แต่มีการมองต่างมุมออกไปจากผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ด้วยการแนะรัฐบาลให้บอกความจริงว่าเศรษฐกิจเป็นอย่างไรกันแน่เพื่อจะได้รับรู้ความจริงร่วมกัน
...
แถมเป็นห่วงด้วยว่าให้ระวัง “ฟองสบู่แตก”
บางท่านได้เตือนด้วยว่าการกระตุ้นรายได้และการใช้จ่ายผ่านภาคประชาชนยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควรเพราะหนี้ครัวเรือนสูง
การลงทุนโครงการขนาดใหญ่ไม่คืบหน้ายังไม่ได้เซ็นสัญญา
ด้วยความเห็นต่างๆเหล่านี้ ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลจะต้องรับฟังเอาไว้บ้าง เพราะเป็นความเห็นที่หวังดีเป็นการช่วยมองจากฝ่ายนอก
สิ่งสำคัญ ณ วันนี้คือคำถามว่า ทำไมนักลงทุนไทยจึงไม่กล้าลงทุน
รัฐบาล คสช.จะต้องหาคำตอบให้ได้
ความเชื่อมั่นเป็นเรื่องสำคัญที่ย้ำทำย้ำคิดกันมาตลอด ยิ่งรัฐบาลที่อยู่ในสภาพต่างกับปีแรกๆที่มั่นคง
แต่ปัจจุบันแม้นายกฯลุงตู่จะลดลงไปบ้าง แต่ภาพโดยรวมของรัฐบาลลดต่ำลงไปอย่างน่าใจหาย
แม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ผิดพลาดขึ้นมาก็เป๋ไปเลย
โอกาสครบรอบ 3 ปีนี้ จึงเป็นเรื่องที่จะต้องมีการประเมินผลงานที่ผ่านมาด้วยความจริงไม่ใช่แบบเข้าข้างตัวเอง
อะไรดีอะไรไม่ดีก็ต้องยอมรับเพื่อนำไปปรับแก้
กว่าจะเลือกตั้งยังมีเวลาอีกนานพอสมควรที่จะจูนเครื่องเพื่อเดินหน้ากันใหม่ เพราะสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมไทย
หัวเลี้ยวหัวต่อประเทศอย่างนี้ต้อง ต่อเชื่อมไปให้ได้
เพราะหนทางอำนาจพิเศษจากนี้ไปเป็นเรื่องยากแล้ว!!!
“ลิขิต จงสกุล”