บิ๊กตู่ห่วงเนติวิทย์ ทําให้จุฬาฯเสียชื่อ

เสธ.ทร.นำทีมลุย “ปักกิ่ง” ลงนามสายฟ้าแลบ ข้อตกลงจีทูจีสั่งต่อเรือดำน้ำจีนลำแรก ยกเหตุ สตง.ไฟเขียว ไม่เกี่ยวกับการตรวจสอบโครงการ “ประยุทธ์” ปลื้มดูข่าวทีวีมีคนหนุน พร้อมจะบริจาคเงินซื้อ พท.ดักคอ “พิศิษฐ์” อย่าให้เป็นมวยล้มต้มคนดู “บิ๊กตู่” บ่นคิดแต่แง่ลบ ต้นงิ้วหักก็ว่าเป็นลางร้าย เตือนอย่าเชื่อวาทกรรม คสช.อยากอยู่ต่อ ย้ำเดินตามโรดแม็ป เลือกตั้งให้ดีใครไม่ดีอย่าไปเลือก “โหรไพรินทร์” ผวาอาเพศเกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ซ้ำรอยอดีต เตือนรัฐบาลอย่าหลงตัวเองจ้องแต่อยู่ยาว “วิษณุ” ตั้งท่าส่งเทียบเชิญองค์กรสื่อ ไม่ตอบยกเลิกร่าง ก.ม.ติดหนวด “สีหนาท” ไม่หนักใจถูกเด้งเข้ากรุ รองนายกฯ ระบุถูกพาดพิงคดีย่อยไม่ใช่ตัวการ นายกฯห่วง “เนติวิทย์” ทำเสียชื่อจุฬาฯ รองอธิการฯติงระวังปาก-รู้หน้าที่

โครงการจัดซื้อเรือดำน้ำจากจีนของกองทัพเรือ (ทร.) แม้จะยังถูกสังคมจับตาและวิพากษ์วิจารณ์ โดยอยู่ระหว่างการตรวจสอบของนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แต่ พล.ร.อ.ณะ อารีนิจ ผบ.ทร.ได้มอบหมายให้ พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ เสธ.ทร.ในฐานะประธานกรรมการบริหารโครงการจัดหาเรือดำน้ำ ไปลงนามในข้อตกลงจ้างจีนสร้างเรือดำน้ำลำแรกเรียบร้อยแล้ว

“บิ๊กลือ” นำทีมตรวจสัญญาซื้อเรือดำน้ำจีน

เมื่อวันที่ 5 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจาก พล.ร.อ.ณะ อารีนิจ ผบ.ทร.ได้มอบหมายให้ พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ เสนาธิการทหารเรือ ในฐานะประธานกรรมการบริหารโครงการจัดหาเรือดำน้ำ เป็นผู้แทนผู้บัญชาการทหารเรือ ลงนามในข้อตกลงจ้างสร้างเรือดำน้ำ ลำที่ 1 ในลักษณะรัฐบาลต่อรัฐบาล (จีทูจี) ในฐานะผู้แทนรัฐบาลไทยกับรัฐบาลสาธารณรัฐ ประชาชนจีนนั้น พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ ประธานกรรมการบริหารโครงการจัดหาเรือดำน้ำ พร้อมด้วย พล.ร.ท.เจริญศักดิ์ มารัตนะ รองเสนาธิการทหารเรือ กรรมการจัดหาเรือดำน้ำ และ พล.ร.ท.พัชระ พุ่มพิเชฐ รองเสนาธิการทหารเรือ ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดจ้างสร้างเรือดำน้ำในลักษณะรัฐบาลต่อรัฐบาล พล.ร.ต.กฤษฎาภรณ์ พันธุมโพธิ ผู้อำนวยการสำนักงานจัดหายุทโธปกรณ์ทหารเรือ ในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการบริหารโครงการจัดหาเรือดำน้ำ และคณะได้เดินทางไปกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 4 พ.ค. ที่ผ่านมา เพื่อตรวจสอบเอกสารสัญญาทุกอย่างว่าถูกต้องเรียบร้อยทุกประการหรือไม่

...

ลงนามสายฟ้าแลบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบแล้วพบว่าเอกสารทุกอย่างถูกต้องเรียบร้อย เป็นไปตามที่อัยการสูงสุดเห็นชอบแล้ว ประกอบกับสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แจ้งว่าการตรวจสอบโครงการจัดหาเรือดำน้ำที่ สตง.กำลังดำเนินการนั้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเกี่ยวกับการลงนาม พล.ร.อ.ลือชัย และคณะจึงได้ลงนามข้อตกลงสร้างเรือดำน้ำในลักษณะรัฐบาลต่อรัฐบาลกับบริษัท ไชน่าชิปบิลดิ้ง แอนด์ ออฟชอร์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ในฐานะผู้แทนรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อเวลา 10.41 น.วันที่ 5 พ.ค. ที่อาคารรับรองรัฐบาล เตี้ยวหยูไถ่ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน

นายกฯปลื้มฝ่ายหนุนจะบริจาคลงขัน

เมื่อเวลา 09.30 น. ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “บทบาทของมหาวิทยาลัยไทยต่อ Thailand 4.0” แก่ผู้บริหาร คณาจารย์ และนักศึกษาของมหาวิทยาลัยมหิดลตอนหนึ่งถึงการจัดซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือที่ ครม.มีมติอนุมัติจัดซื้อไปแล้วว่า เป็นเรื่องของหน่วยราชการคิดก็ไปพิจารณาจัดซื้อ ตนไม่ได้ไปก้าวล่วง เมื่อวันที่ 4 พ.ค.มีการนำเสนอในทีวีหลายช่องเห็นด้วยประเทศไทยต้องเข้มแข็ง คนไทยทั้งประเทศช่วยกันบริจาคซื้อเรือดำน้ำประชาชนเขาก็โอเค วันนี้ทรัพยากรมีเท่าไหร่เหมือนต้องใส่กุญแจมีรหัสไว้ ไม่ใช่พึ่งคนอื่นตลอดถ้าติดขัดก็ไปทั้งหมด ไม่ใช่แค่เรื่องเรือดำน้ำบ้าบอคอแตก งบฯหลายแสนล้าน ไม่ได้ใช้หรือก็ใช้งบฯในส่วนที่ใช้ของเขา แต่เป็นภาษีก็ชัดเจน ในเรื่องขั้นตอนดำเนินการก็จบ ไม่ใช่ว่าอันนี้จำเป็น อันนี้ไม่จำเป็น ถามว่าถ้าเอาอย่างนี้ไม่ต้องทำอะไรเลย เอาเงินให้ประชาชนหมดอย่างเดียวจบ สบายจะจำนำข้าว ประกันราคาข้าวทำได้หมด แล้วมันได้อะไรจริงๆไหม ตนรักคนทั้งประเทศ 70 ล้านคน ไม่ได้รักใครคนใดคนหนึ่ง เพราะฉะนั้นทำงานเพื่อ 70 ล้านคน

พท.ดักคออย่าเป็นมวยล้มต้มคนดู

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ สตง.จะเข้าไปตรวจสอบงบประมาณจัดซื้อเรือดำน้ำว่า สังคมกำลังสงสัยว่า สตง.จะเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนได้จริงหรือไม่ และจะเอาผิดใครได้ขนาดไหนอย่างไร อย่าให้เป็นแค่การโชว์พาวเวอร์ให้ผู้มีอำนาจเห็นในช่วงหมดวาระของผู้ว่าการ สตง.จึงออกมาเด้งรับ สตง.ต้องเป็นที่พึ่งของประชาชนให้ได้อย่าให้อำนาจการเสนอชื่อผู้ว่าการ สตง.คนใหม่ มาทำให้สั่นคลอน เพราะการเสนอชื่อผู้ว่าการคนใหม่เป็นอำนาจของหัวหน้า คสช.ผ่านทาง สนช. วันนี้ชาวบ้านเกรงว่าอาจจะเป็นมวยล้มต้มคนดู เป็นการฟอกขาว สาระสำคัญที่ สตง.น่าจะไปตรวจสอบ คือการใช้งบประมาณแผ่นดิน การใช้งบประมาณสูงขนาดนี้ไปซื้อเรือดำน้ำในภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองเช่นนี้ รอดหูรอดตา สนช.ผู้ทรงคุณค่าไปได้อย่างไร ไม่มีสมาชิก สนช.หรือกรรมาธิการงบประมาณทักท้วงเพื่อประชาชนตาดำๆบ้างเลยหรือ ดูแล้วน่าจะผิดทั้งระเบียบวิธีพิจารณาเงินงบประมาณแผ่นดิน และผิด พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี

สตง.ยันว่าตามเนื้อผ้าแก้สัญญาอีกได้

ด้านนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ให้สัมภาษณ์ถึงการตรวจสอบการจัดซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือว่า ทีมงานที่ สตง.ตั้งขึ้นมาเป็นกรณีพิเศษ มีผู้ตรวจราชการเทียบเท่าระดับ 10 จำนวน 2 คน และผู้ที่เป็น ผอ.ระดับ 9 อีก 2 คน ร่วมกับทีมงานของพวกเขาไปตรวจสอบ เราดูในประเด็นปกติที่ สตง. จะเข้าไปตรวจสอบการใช้งบประมาณของรัฐ ประเด็นที่มีภาคประชาชนตั้งขึ้นมา และข้อมูลจากการแถลง ข่าวของกองทัพเรือ หากพบข้อสังเกตอะไรที่มีนัยสำคัญจะรีบแจ้งกองทัพเรือทันที แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่พบข้อสังเกตอะไร เมื่อถามว่า กองทัพเรือได้ลงนามข้อตกลงการสร้างเรือดำน้ำแล้ว ถ้าพบข้อสังเกตที่มีนัยสำคัญอะไร ยังแก้ไขทันหรือไม่นายพิศิษฐ์ตอบว่า ทัน เพราะเป็นการทำสัญญาแบบรัฐต่อรัฐ สามารถปรับแก้เพิ่มลดหรือเจรจายกเลิกสัญญาได้ ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์และการเจรจา

เมื่อถามว่า มีข้อสังเกตว่าการตรวจสอบครั้งนี้ อาจเป็นมวยล้มต้มคนดูหรือไม่ ผู้ว่าการ สตง. ตอบว่า การตรวจสอบของ สตง.เป็นไปตามพยานหลักฐานข้อเท็จจริง การจะมีข้อสังเกตหรือไม่ อยู่ที่พยานหลักฐาน จะไม่มีมวยล้มแน่นอน เราไม่มีเหตุผลจะไปล้มมวยเพื่อผลประโยชน์ของใคร อะไรที่เป็นประโยชน์ของประเทศเรารักษาถึงที่สุด

“บิ๊กตู่” กระตุกคนไทยเปลี่ยนเพื่อปฏิรูป

เมื่อเวลา 09.30 น.ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “บทบาทของมหาวิทยาลัยไทยต่อ Thailand 4.0” แก่ผู้บริหาร คณาจารย์ และนักศึกษาของมหาวิทยาลัยมหิดลตอนหนึ่งว่า วันนี้จะเห็นได้ว่าฟ้าขมุกขมัวตั้งแต่เช้า ฝนก็ตก แต่ฟ้าหลังฝนอากาศจะแจ่มใส ประเทศไทยก็เช่นกัน วันนี้เป็นวันแห่งการเปลี่ยนแปลงทุกคนคืออนาคต รัฐบาลวางยุทธศาสตร์ชาติไว้ 20 ปีข้างหน้า รัฐบาลหน้าจะเป็นอย่างไรไปบังคับกันไม่ได้ วันนี้ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองและความคิดต่างๆทั้งหมดเพื่อให้เกิดการปฏิรูป ที่มาของไทยแลนด์ 4.0 เนื่องจากโลกศตวรรษที่ 21 เปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิง ต้องช่วยกันคิดว่าเราจะอยู่ได้อย่างไรให้มีความสุข จะปล่อยให้ทุกอย่างสุดโต่งไม่ได้ ซ้ายหรือขวามากไปไม่ดีทั้งนั้น ต้องหาตรงกลางให้เจอ เดินทางสายกลางตามกติกาที่ควบคุมได้ ไม่ว่าจะเป็นมิติการเมืองหรือสังคม ยืนยันว่ารัฐบาลคำนึงถึงผู้มีรายได้น้อยมากที่สุด ต้องสร้างเศรษฐกิจใหม่ขึ้นมา ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ถ้ารัฐบาลทำฝ่ายเดียวโดยไม่ฟังเสียงจากฝ่ายอื่นจะเกิดปัญหาเหมือนที่ผ่านมาในอดีต และถ้าเราได้คนไม่ดีมาดูแลจะเกิดปัญหาเดิมๆ

บ่นคิดแต่แง่ลบต้นงิ้วหักก็ว่าลางร้าย

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า รัฐบาลชุดนี้ใช้หลัก การบริหารราชการแผ่นดิน คือ สร้างความเข้มแข็งจากภายในเชื่อมโยงไปสู่ประชาคมโลก การคาดหวังจะเพิ่มจีดีพีจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้ถ้ายังทำเหมือนเดิม ไม่มีนวัตกรรมใหม่แข่งขันกับใคร จะกลายเป็นว่าติดกับดักแบบเดิม ติดกับดักประชาธิปไตย 85 ปีผ่านมาที่เรามีประชาธิปไตย ต้องกลับมาดูหน้าที่ต่อตัวเองต่อสังคมประเทศชาติคืออะไร อย่าปล่อยให้สุดโต่งไปด้านใดด้านหนึ่ง ตนไม่ได้ต้องการไปควบคุมอะไรใครเลย วันนี้ทุกประเทศพยายามปรับตัว เพื่อเป็นโลกยุคใหม่ หลายประเทศก้าวไปสู่การเป็นชาตินิยมหรือประเทศตัวเองต้องมาก่อน เราเลือกข้างใครไม่ได้ ต้องอยู่ในจุดที่เหมาะสม รักษาผลประโยชน์ให้ได้ ต้องเปลี่ยนเศรษฐกิจที่พึ่งพาภายนอกเป็นพึ่งพาตัวเอง สร้างรากฐานด้วยการสร้างคน อย่างเหตุการณ์เมื่อวันที่ 4 พ.ค.ต้นงิ้วหักล้มทับรถที่รัฐสภาแล้วบอกว่าเป็นลางร้าย ทำไมถึงคิดให้มันดีไม่ได้ อะไรก็ร้ายตลอด

อย่าเชื่อวาทกรรมอยู่ต่อ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า จากนี้คนไทยต้องเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง คิดแล้วต้องทำไม่ใช่คิดแล้วพูดแต่ไม่ทำ ติทุกเรื่อง พอผู้อื่นคิดออกมาสวนทางกับตัวเองก็ไม่ไว้ใจต่อต้านไว้ก่อน เรื่องนี้ต้องลดลงไปให้กลไกต่างๆทำงาน อย่าใช้ความรู้สึก คิดถึงผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง การเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพต้องมีปรัชญาชีวิตที่ถูกต้อง คือเป็นคนดีมีคุณธรรม จริยธรรมและศีลธรรม รู้อะไรดี อะไรไม่ดี ถ้าทำแบบนี้สังคมจะดีขึ้นมีความสร้างสรรค์ เราจะชนะมีผลประโยชน์ที่เป็นธรรมร่วมกัน แบบวินๆ ทั้งตัวเองคนอื่นและประเทศชาติ วันนี้รัฐบาลและ คสช.เวลาไปต่างประเทศจะพูดอยู่ 3 ประโยคคือ 1.ต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน 2.การลดความหวาดระแวง และ 3.สร้างผลประโยชน์ที่เป็นธรรม 3 ปีมานี้ยังไม่รู้สึกชินกับการเป็นนายกฯแต่ชินกับการเป็น พล.อ.ประยุทธ์เหมือนเดิม วันนี้มีการตั้งคณะกรรมการออกมามากมาย ไม่ใช่เพื่อจะอยู่ต่อ ขออย่าเชื่อวาทกรรมต่างๆ วันนี้เราต้องสร้างความโปร่งใสและความไว้วางใจ ลดความขัดแย้ง ขอให้คิดก่อนจะเชื่อ และใช้สื่ออย่างระมัดระวัง

ลั่น ลต.ให้ดี คนไม่ดีอย่าไปเลือก

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวด้วยว่า “ทุกอย่างเป็นไปตามโรดแม็ป เลือกตั้งให้ดี ใครไม่ดีก็อย่าไปเลือก เป็นห่วงอย่างเดียวจะเลือกเหมือนเดิม รักผมทุกคนแต่เวลาเลือกไปเลือกเหมือนเดิม ไม่เข้าใจเหมือนกัน ถ้าเราคิดว่าจะสร้างสังคมที่ดีขึ้นเปลี่ยนแปลงประเทศ ปฏิรูป ต้องเลือกคนใหม่ไม่จำเป็นต้องเลือกผมหรอก อะไรก็ได้ที่มันไม่ใช่คนที่มีปัญหาอยู่เดิม ไม่ต้องรักผมหรอก รักประเทศของท่าน อย่าเกลียดผมเพราะผมทำเพื่อประเทศ หรือเกลียดผมได้ แต่อย่าเกลียดประเทศของท่าน เราต้องช่วยกันสร้างหลักคิดที่ถูกต้องให้กับคนไทยทุกระดับใช้กฎกติกาให้ถูกต้องโปร่งใส สร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน ลดความสนใจเรื่องความขัดแย้งเล็กๆน้อยๆ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ คิดก่อนแล้วค่อยเชื่อ เพราะจะเป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปประเทศ

เชื่อ ม.มหิดลไม่สุดโต่ง

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า เรื่องการศึกษาจะ ต้องมีความคิดที่รอบด้าน อย่าจับเรื่องเล็กน้อยแล้วมาตีกัน ต้องมีวิสัยทัศน์และคำนึงถึงผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ สร้างคน สร้างความคิด ให้คนคิดเป็น และอยู่ร่วมกับสังคมได้ หวังว่ามหาวิทยาลัยมหิดลจะไม่มีความคิดที่สุดโต่ง มหาวิทยาลัยต้องคิดว่าจะผลิตนักศึกษาให้มีคุณภาพได้อย่างไร ให้มหาวิทยาลัยเป็นสังคมอุดมปัญญาโดยไทยแลนด์ 4.0 เป็นหน้าที่ของมหาวิทยาลัย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงรับสั่งกับรัฐบาลมาโดยตลอดว่าจะต้องพัฒนาให้ประชาชนเป็นสุข รัฐบาลน้อมนำมาปรับใช้ พร้อมกับยึดแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ความจริงแล้วประเทศไทยควรจะเป็นมหาอำนาจด้วยซ้ำ เหตุใดถึงไม่เป็นเช่นนั้น ดังนั้นเราต้องพัฒนาการศึกษา อะไรที่ขัดแย้งขอให้เอาไว้ก่อน ต้องมองไปถึงความสามัคคีเพื่อพัฒนา

วอนทุกคนลดความหวาดระแวง

ต่อมาเวลา 13.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ เดินทางไปที่บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ต.บ้านใหม่ อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี เยี่ยมชมนิทรรศการ “Siam Bioscience ความมั่นคงทางการแพทย์ เพื่ออนาคตคนไทยเข้าถึงยาได้มากขึ้น” ที่บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมหิดลในรูปแบบประชารัฐ ตามแนวทางไทยแลนด์ 4.0 เพื่อผลิตไบโอ-ฟาร์มา ครบวงจรแห่งแรกในประเทศไทย โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษากับการเดินหน้าไทยแลนด์ 4.0 เพื่อแก้ไขปัญหาทำให้เกิดการเข้าถึงโดยเฉพาะเรื่องยา เป็นความฝันของตนที่พยายามให้ผลิตยาเหล่านี้ เพื่อนำไปใช้ในโรงพยาบาลและสถานพยาบาล ตอนนี้รู้ว่าทุกคนเป็นห่วง แต่ตนเป็นห่วงมากกว่า เพราะต้อง รับผิดชอบทุกเรื่อง จึงอยากให้ทุกคนลดความหวาด ระแวง ไม่ใช่เพื่อตนหรือรัฐบาล แต่เพื่อประชาชนทั้งประเทศ ถ้าไม่อย่างนั้นการผลิตยาหากไม่มีคนซื้อจะลำบาก จึงต้องลดค่าใช้จ่าย เพื่อให้เข้าถึงยา เมื่อยาราคาแพงนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคก็ไม่สามารถรักษาไหว ต้องทำให้ยาถูกลง

โหร ส.ว.ผวาลางร้ายซ้ำรอยอดีต

นายบุญเลิศ ไพรินทร์ อดีต ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคประชาธิปัตย์ หรือโหร ส.ว.ระบุถึงเหตุการณ์กิ่งต้นงิ้วตกอายุกว่า 100 ปีใส่รถหน้าอาคารวุฒิสภาเมื่อวันที่ 4 พ.ค.ว่า 1 ในจำนวน 4 คันนั้นเป็นรถของตนด้วย และนึกถึงว่าวันที่ 4 เป็นตัวแทนของดาวมฤตยูตามหลักเลขศาสตร์สากล มีดาวมฤตยูเคลื่อนตัวอยู่ในราศีเมษทับลัคนาดวงเมืองและดวงโลกขณะนี้ตั้งแต่ปี 2559-2565 เป็นลางร้ายอาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ดังที่เคยเกิดมาแล้ว เช่น เมื่อ 7 เม.ย.2310 เสียกรุงครั้งที่ 2 หรือ 2 เม.ย. 2394 เราสูญเสียรัชกาลที่ 3 ต่อมา 2 มี.ค.2477 รัชกาลที่ 7 สละราชสมบัติ และ 13 ต.ค. 2559 รัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคต ทุกครั้งนำความโศกเศร้ามายังพสกนิกรที่มีความจงรักภักดีอย่างที่สุดหามิได้ทุกครั้งไป ตนเกรงกลัวความขัดแย้งทั้งในประเทศและระหว่างประเทศเป็นอย่างมากในขณะนี้ จึงอยากเตือนรัฐบาลให้บริหารประเทศด้วยคุณธรรมและจริยธรรมอย่างแท้จริง ไม่มีผู้มีอำนาจใดจะอยู่ได้ถ้าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศหมดความศรัทธาต้องมุ่งรักษาผลประโยชน์ของชาติ ราชบัลลังก์และประชาชนอย่างแท้จริง จึงจะอยู่รอดปลอดภัยได้เป็นอย่างดี

เตือน รบ.อย่าหลงตัวเองอยู่ยาว

“การแก้ปัญหาความยากจนโดยการแจกเงินเสียหายมาก ได้ผลน้อย การแก้ปัญหาความยากจนได้อย่างยั่งยืนและได้ผลมากกว่าคือ การสร้างงานให้คนมีงานทำ แล้วมีเงินใช้ จะภาคภูมิใจในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์มากกว่าเป็นเสมือนขอทานที่คอยรับแจกเงินเป็นครั้งคราว และควรส่งเสริมปัจจัยที่จำเป็นในการประกอบอาชีพอยู่แต่ยังช่วยตัวเองไม่ค่อยได้ ขาดอะไรก็ช่วยตรงนั้น เพื่อช่วยเขาให้ช่วยตัวเองให้ได้จะยั่งยืนกว่าการแจกปลา โดยไม่รู้วิธีตกปลา ขอฝากรัฐบาลด้วยความรักและห่วงใย หากไม่รักและจริงใจจะไม่เตือนอย่างนี้ ทำดีให้ทำต่อไป แต่ถ้าไม่ไหวก็อย่าหลงตัวเอง อย่าอยู่เพราะอยากอยู่อย่างเดียว แต่ต้องให้ประชาชนอยากให้อยู่ เพราะทำดีจนประชาชนแซ่ซ้อง เพราะมีความสุขจนเปล่งเสียงออกมา” นายบุญเลิศกล่าว

“วัชระ” ปูดพิรุธระบบสภาใหม่

นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีคำเตือนลางร้ายต้นงิ้วอายุ 100 ปี ที่รัฐสภาหักโค่น จะเกิดสิ่งไม่ดีต่างๆในบ้านเมืองว่า เรื่องนี้ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ เพราะปรากฏข้อเท็จจริงว่า กำลังมีปัญหาโครงการจัดซื้อจัดจ้างออกแบบระบบไอซีทีของอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ด้วยวิธีพิเศษ ถึงขั้นบังคับว่าให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน และตั้ง น.ส.สุนทร รักเมือง ผู้ตรวจราชการ สภาผู้แทนราษฎร อดีต ผอ.กองคลัง ที่เคยถูกตั้งกรรมการสอบถูกลงโทษทางวินัย ปัจจุบันถูก สตง. และ ป.ป.ช.สอบการทุจริตหลายกรณี เป็นประธาน โดยมี สนช. เป็นทหารยศ พล.อ.บางคนเข้ามาเร่งรัดร่วมกับนายศิรัส ตามสกุล หน้าห้องนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ทั้งนี้ งบประมาณในโครงการดังกล่าวมีมูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท

“วิษณุ” ส่งเทียบเชิญองค์กรสื่อหารือ

เมื่อเวลา 11.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวถึงกรณีร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชนว่า สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ยังไม่ได้ส่งมาให้ ขณะนี้ศึกษาร่างกฎหมายดังกล่าวเตรียมไว้อยู่แล้ว กำลังดูอยู่ว่าจะเชิญองค์กรสื่อมาหารือก่อนที่ร่างฯจะส่งมาถึงหรือไม่ หรือจะเชิญมาหลังจากร่างฯมาถึงตน รวมถึงกำลังพิจารณา 30 รายชื่อองค์กรสื่อที่มีการเข้าชื่อกันนั้นถ้าเชิญมาทั้ง 30 คน อาจทำให้คุยกันไม่รู้เรื่อง กำลังคิดอยู่ว่าจะทำอย่างไรดี เมื่อถามว่าองค์กรสื่อเสนอให้จัดเวทีพูดคุยหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า สามารถทำได้ ทำหลายรอบก็ได้ แต่ว่าต้องมาคุยกันตอนเริ่มต้นก่อน ยืนยันว่าต้องไม่ใช่การมาปะทะคารมหรือโต้วาที ส่วนตัวจะไม่พูดอะไรจะฟังอย่างเดียว ไม่ขอตอบว่าร่างฯจะถูกยกเลิกหรือไม่ เพราะรัฐบาลจะไปพูดแบบนั้นไม่ได้ เมื่อ สปท.จะส่งมาเราจะไปตั้งต้นว่าไม่เอาจะยกเลิกไม่ได้ รัฐบาลไม่ควรพูดแบบนั้น ส่วนที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่าควรจะตัดไฟแต่ต้นลมนั้น ไม่ขอออกความเห็นอะไร

กมธ.ชงเก็บค่าสมาชิกพรรคไม่เกิน 100

นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง สนช.แถลงผลการประชุมว่า ล่าสุดผ่านไปแล้ว 76 มาตรา จาก 147 มาตรา ได้แขวนรอไว้ 14 มาตรา ประกอบไปด้วยมาตราที่ถกเถียงกันมาก เช่น เสนอให้พรรคการเมืองมีเวลาแก้ไขข้อบังคับตามความเห็นของ กกต.ให้เสร็จภายใน 60 วัน และให้ยืดหยุ่นขยายเวลาได้อีก 30 วัน หาก กกต.ทักท้วง ต่างจากร่างเดิมที่ให้เวลาแค่ 30 วัน นอกจากนี้เห็นควรปรับแก้เงินทุนประเดิมจัดตั้งพรรคจาก 1 ล้านบาท มาเป็น 5 แสนบาท ส่วนการจ่ายเงินค่าบำรุงพรรค จากเดิมต้องไม่น้อยกว่าปีละ 100 บาท ขอแก้เป็นให้พรรค การเมืองเป็นผู้กำหนดการจ่ายเงินของสมาชิก แต่ให้เก็บเงินได้ไม่เกิน 100 บาทต่อปี ส่วนเรื่องการยุบพรรคการเมืองจากร่างเดิม ระบุว่า หากคณะกรรมการการบริหารพรรคการเมือง ละเลยปล่อยให้สมาชิกพรรคการเมืองไปกระทำผิดกฎหมายอาจเป็นความผิดถึงขั้นยุบพรรค ที่ประชุมเห็นว่าการกำหนดคำว่ากฎหมายไว้เช่นนั้น อาจกินความกว้างไปถึงประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และประมวลกฎหมายอาญา ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง จึงควรแก้ไขให้จำกัดเฉพาะการทำผิดกฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งเท่านั้น

“สีหนาท” ไม่หนักใจถูกเด้งเข้ากรุ

อีกเรื่อง เมื่อเวลา 09.45 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ ที่ปรึกษาประจำสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กล่าวภายหลังเข้ารายงานตัวกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กรณีมีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 120/2560 ให้มาปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นการชั่วคราว หลังมีข่าวเข้าไปพัวพันกับการฟอกเงินในคดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นว่า ขณะนี้ไม่มีการกล่าวหาอะไรเป็นเรื่องที่อยู่ระหว่างการสอบสวน ตามหลักการจึงควรจะย้ายตนออกมา ส่วนที่ผลสอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พาดพิงตนนั้นไม่ทราบเรื่อง ไม่ได้หนักใจ ปฏิบัติหน้าที่อย่างสุจริต คดีนี้ยึดทรัพย์ไปมากกว่า 7 พันล้านบาท จะไปช่วยเหลือคงเป็นไปไม่ได้ และคำสั่ง ปปง.ที่ 265/2559 ลงวันที่ 28 เม.ย.59 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง กรณีปรากฏข่าวการกระทำความผิดเกี่ยวกับการยักยอกและเบียดบังเงินของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ที่ปรากฏในคำสั่งสำนักนายกฯที่ 120/2560 เป็นคำสั่งที่ตนตั้งคณะกรรมการสอบเอง หลังมีกระแสจากสื่อออกมา แต่คณะกรรมการชุดดังกล่าวไม่ได้ทำหน้าที่สอบตน คณะกรรมการที่จะสอบตนต้องตั้งขึ้นมาใหม่

ยันทำงานเต็มที่ยึดทรัพย์สุดซอย

เมื่อถามว่า งงหรือไม่เพราะก่อนหน้านี้เป็นคนตรวจสอบเรื่องนี้ แต่กลับโดนสั่งย้าย พ.ต.อ.สีหนาท ตอบว่า ไม่เรียกว่างง เพราะหลักการเราควรจะย้ายออกมาให้โปร่งใสในการสอบสวน ส่วนผลสอบจะออกมาก่อนจะเกษียณเดือน ก.ย.หรือไม่นั้นไม่ทราบ แล้วแต่คณะกรรมการสอบ ยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะเราทำงานเต็มที่ ยึดทรัพย์ก็สุดซอย เป็นเรื่องของกระบวนการ ไม่กังวลอะไร เมื่อถามว่า จะทำให้ความน่าเชื่อถือของ ปปง.ถูกลดทอนหรือไม่ เพราะมีข่าวเจ้าหน้าที่ ปปง.ไปเกี่ยวข้องเสียเอง พ.ต.อ.สีหนาทกล่าวว่า ไม่ เชื่อมั่นในเลขาธิการ ปปง.คนปัจจุบัน ทำงานได้ดี คิดว่า ปปง.จะไปได้ดี และตนไม่ได้ถูกย้ายยังเป็นที่ปรึกษาประจำสำนักงาน ปปง.อยู่ แต่มาช่วยราชการในตำแหน่งที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของนายกฯ ไม่ได้ไปอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ดีอะไร เป็นตำแหน่งที่ควรจะภาคภูมิใจ ได้รับมอบหมายงานอยู่ 3 เรื่องคือ การปฏิรูประบบราชการ ระบบการป้องกันและการปราบปรามการฟอกเงิน และภารกิจอื่นตามที่นายกฯมอบหมาย อยู่ในกำกับดูแลของนายวิษณุ

“วิษณุ” ชี้ไม่กระทบเครดิต ปปง.

ต่อมาเวลา 11.00 น. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า เพื่อความสบายใจของทุกฝ่ายจึงให้ออกมาตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดินตามปกติ กรณี พ.ต.อ.สีหนาท เคยมีตำแหน่งอะไรอยู่ที่ ปปง.ยังเป็นอยู่เหมือนเดิม ไม่ต้องนำเรื่องเข้า ครม. หรือนำความกราบบังคมทูลฯ เนื่องจากเป็นการใช้กฎหมายปกติธรรมดา สอบสวนแล้วไม่พบว่ามีความผิดก็ให้กลับไปอยู่ที่เดิม ส่วนจะลดทอนความน่าเชื่อถือของ ปปง.หรือไม่นั้น ถ้าทำให้กระจ่างแจ้ง ให้มาปฏิบัติราชการยังไม่ได้บอกว่าผิดหรือไม่ สอบสวนถ้าพบว่าผิดว่าไปตามกฎหมาย ไม่ผิดก็กลับไปที่เดิม จะเพิ่มความน่าเชื่อถือของ ปปง.มากกว่า เมื่อมีอะไรเกิดขึ้นต้องทำให้โปร่งใส จะบอกว่าอย่าไปยุ่งเดี๋ยวจะเสียรังวัด เสียเครดิต จะไปนั่งทับซุกไว้ใต้พรมจะทำอย่างนั้นได้อย่างไร

ระบุถูกพาดพิงคดีย่อยไม่ใช่ตัวการ

เมื่อถามกรณีที่มีการพาดพิงว่าสาเหตุเพราะมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับคดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น นายวิษณุตอบว่า มีการกล่าวหาคนอื่น แต่พาดพิงมาถึง พ.ต.อ.สีหนาท สมัยเป็นเลขาฯ ปปง. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. จึงให้ออกมาจากตำแหน่งก่อนไม่มีอะไรมาก ส่วนเรื่องคดีตนไม่ทราบว่าไปถึงไหนแล้ว เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการฟ้องร้องคดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น แต่ยังมีคดีสาขาย่อยจากคดีใหญ่ ที่แตกออกมาได้ประมาณ 30 คดี หนึ่งในคดีสาขาย่อยนั้นมาพาดพิง พ.ต.อ.สีหนาทเท่านั้น ไม่ใช่ทั้งหมดและไม่ใช่ตัวการใหญ่ คดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น มีการพาดพิงเยอะมาก ทั้งอดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ที่แปลกใจคือไปพาดหัวหน้าหนึ่ง อย่างกับเรื่องคอขาดบาดตาย ทั้งที่ไม่ได้ย้าย

ดีเอสไอปัดไม่มีเอี่ยวสอบ “สีหนาท”

พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ กล่าวถึงกรณีนายกฯ เซ็นคำสั่งย้าย พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ ปรึกษาประจำ ปปง. (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) ไปปฏิบัติราชการ สำนักนายกรัฐมนตรี เหตุจากปม สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นว่า เป็นอำนาจการตรวจสอบของสำนักงาน ปปง. ที่ต้องตรวจสอบกันเอง ดีเอสไอไม่มีหน้าที่ตรวจสอบดังกล่าว

ขอถอนคำร้องค้านประกัน “ไผ่ดาวดิน”

เมื่อเวลา 13.00 น.ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ น.ส.ชลิตา บัณฑุวงศ์ อาจารย์ประจำคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นางณัฐ มหัทธนา นักกิจกรรมและนักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชน ยื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.เพื่อขอให้เพิกถอนคำร้อง ขอเพิกถอนสัญญาประกันตัวของผู้ต้องหาที่พนักงานสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่น ยื่นขอให้ศาล จังหวัดขอนแก่น เพิกถอนสัญญาประกันตัวนายจตุภัทร บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน ผู้ต้องหาความผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ โดยมี พ.ต.อ.กัลป์ ทังสุพานิช รอง ผบก.สสท.ในฐานะหัวหน้าอำนวยการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นตัวแทนรับมอบหนังสือ น.ส.ชลิตากล่าวว่า ในฐานะตัวแทนของนายวิบูลย์ บุญภัทรรักษา บิดาของไผ่ มายื่นคำร้องขอความเป็นธรรมโดยหาก ผบ.ตร.มีคำสั่งให้เพิกถอนคำร้องค้านประกันตัวผู้ต้องหา จะทำให้ไผ่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว และสามารถเดินทางไปรับรางวัลสิทธิมนุษยชนแห่งที่เมืองกวางจู ประเทศเกาหลีใต้

“วัฒนา” ซัดทหารเก่งผิดที่ดีแต่คุกคาม

นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า “เก่งผิดที่ผิดเวลา” โพสต์ที่แล้วตนเรียนให้ทราบว่า เมื่อคืนวันที่ 2 พ.ค.เวลาประมาณ 21.40 น. มีรถทหารปิดทับแผ่นป้ายทะเบียนพร้อมเจ้าหน้าที่ในชุดพรางได้เข้ามาในหมู่บ้าน ขับวนเวียนในหมู่บ้านแล้วก็ออกไป คืนต่อมารถทหารก็ยังคงมาเพ่นพ่านแถวหน้าหมู่บ้านอีก ต่อมาเมื่อกลางดึกเวลาประมาณ 00.45 น.ของคืนวันที่ 4 พ.ค.ตนตรวจสอบพบว่ามีรถทหารปิดทับแผ่นป้ายทะเบียนพร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ในชุดพรางได้เข้ามาในหมู่บ้านตนอีก รถคันนี้ควรถูกใช้ในภารกิจทหารที่ชายแดนภาคใต้ จะรักษาชีวิตทหารได้มากกว่าจะเอามาวิ่งเพ่นพ่านในเมือง โดยเฉพาะหมู่บ้านที่ผมอยู่ที่เป็นหมู่บ้านปิดมี รปภ. ของหมู่บ้านดูแลความปลอดภัยแล้ว การเข้ามาในหมู่บ้านแบบนี้จึงไม่ใช่การตรวจตราตามปกติแต่มันคือพฤติกรรมการคุกคามซึ่งทำให้ผู้อยู่อาศัยท่านอื่นได้รับความเดือดร้อนไปด้วย การใช้กำลังพลที่ไม่ถูกกับภารกิจทำให้เกิดการสูญเสียและเปลืองเงินภาษีประชาชน เอากำลังไปดูแลพี่น้องทหารและประชาชนตามชายแดนให้ปลอดภัยดีกว่า เห็นตายกันรายวัน เก่งให้ถูกที่ถูกทางดีกว่าหรือไม่ คนอื่นจะได้ไม่ต้องเดือดร้อนด้วย

นายกฯ ห่วง “เนติวิทย์” ทำเสียชื่อจุฬาฯ

เมื่อเวลา 09.30 น.ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “บทบาทของมหาวิทยาลัยไทยต่อ Thailand 4.0” แก่ผู้บริหาร คณาจารย์ และนักศึกษาของมหาวิทยาลัยมหิดลตอนหนึ่งถึง กรณีที่นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาลได้รับเลือกเป็นประธานสภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและประกาศจะเปลี่ยนแปลงวิธีการถวายการเคารพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในวันปิยมหาราชด้วยว่า “ผมนึกเสียดายและเป็นห่วงเพราะเสียชื่อสถาบัน เมื่อผมไปต่างประเทศ ถ้าเขาบอกว่าไม่อยากอยู่ประเทศของเขา เขาจะให้ไปอยู่ที่อื่น ดังนั้นจึงต้องเคารพกฎหมาย ขอให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติวิธี เสน่ห์ของเราต้องช่วยกันรักษา อยากไปข้างหน้าแล้วทิ้งข้างหลัง สถานที่เที่ยวในประเทศไทยสร้างในสมัยก่อนทั้งนั้น ประวัติศาสตร์ที่ดีเป็นความภาคภูมิใจ ขอให้เก็บเอาไว้ อันไหนไม่ดีขอให้อย่าทำอีก”

รองอธิการฯเตือนให้รู้หน้าที่

นายบัญชา ชลาภิรมย์ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์ว่า มีศิษย์เก่าโทรศัพท์เข้ามาสอบถามมากมาย ส่วนใหญ่จะแสดงความห่วงใยว่าหากเปลี่ยนแปลงวิธีการจะเป็นการรื้อวัฒนธรรมต่างๆก็รับไม่ได้ ส่วนที่มีข่าวว่านายกฯแสดงความห่วงใยต่อจุฬาฯถึงเรื่องดังกล่าว ทราบข่าวจากสื่อมวลชนเช่นกัน ก่อนหน้านี้นายเนติวิทย์เป็นนักเคลื่อนไหวอิสระ แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระ แต่ขณะนี้มีตำแหน่งสวมหมวกประธานสภานิสิตจุฬาฯแล้ว เป็นผู้นำองค์กร คงต้องระมัดระวังเรื่องการแสดงความคิดเห็น ต้องรู้บทบาทหน้าที่ตนเองด้วย ประเพณีถวายบังคมพระบรมรูปทรงม้าในวันที่ 23 ต.ค.ของทุกปี เปิดกว้างให้นิสิตและประชาชนหรือศิษย์เก่าเข้าร่วมกิจกรรม ไม่ได้บังคับ นิสิตที่ไม่เข้าร่วมไม่ถูกหักคะแนน และเมื่อประสงค์เข้าร่วมกิจกรรมต้องทำตามแบบแผนที่กำหนดไว้ คือการก้มกราบถวายบังคม วันปฐมนิเทศนิสิตใหม่ก็มีพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าพระบรมรูป รัชกาลที่ 5 และ 6 มีการถวายบังคม เป็นวัฒนธรรมองค์กรที่จุฬาฯปฏิบัติมาหลายปีแล้ว

“บิ๊กป้อม” ป่วยคาดแมสก์ถกขับเคลื่อน

ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน คณะที่ 5 โดย พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า แม้ป่วยแต่ต้องมาประชุมเร่งรัดเรื่องสำคัญ ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตรได้ใส่หน้ากากอนามัยหรือแมสก์มาเข้าร่วมประชุม โดยคนใกล้ชิดเปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตรเป็นไข้หวัด มีอาการเจ็บคอ ไอและจามมา 2-3 วันแล้ว ไปพบแพทย์แล้ว แต่ไม่ได้นอนพักรักษาตัวโรงพยาบาล แต่กลับทำงานที่มูลนิธิป่ารอยต่อ โทร.สั่งงานทางโทรศัพท์ โดยเริ่มแสดงอาการตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.หลังลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากอากาศเปลี่ยน ต้องขึ้นลงเฮลิคอปเตอร์

ทำสมาร์ทการ์ดแรงงาน-ยกชั้นแท็กซี่

จากนั้น พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงผลการประชุมว่า ที่ประชุมพูดคุยถึงการแก้ปัญหาหลายเรื่อง อาทิ การแก้ปัญหาประมงผิดกฎหมาย ไทยปรับปรุง พ.ร.ก.เดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ร.ก.เรือไทย ที่จะเสนอเข้าที่ประชุม ครม.วันที่ 9 พ.ค. พร้อมเข้าร่วมภาคีว่าด้วยการประมงกับนานาชาติด้วย คาดว่าจะแล้วเสร็จก่อนที่สหภาพยุโรป (อียู) จะมาตรวจอีกครั้งในเดือน มิ.ย. ส่วนการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว จะมี พ.ร.ก.การจัดการแรงงานต่างด้าว จากนี้กระทรวงแรงงานจะทำบัตรอนุญาตการทำงานแบบสมาร์ทการ์ดให้แรงงานต่างด้าว เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลได้ด้วยสมาร์ทโฟน

ร.ต.หญิงพรชนก อ่ำพันธุ์ ทีมงานโฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงว่า ที่ประชุมพูดถึงการจัดระเบียบรถแท็กซี่ จากนี้จะจัดทำโครงการแท็กซี่โอเค และแท็กซี่วีไอพี ออกกฎกระทรวงคมนาคมปรับปรุงแท็กซี่สาธารณะต้องมีระบบจีพีเอส จอซีซีทีวีในรถ มีปุ่มกดฉุกเฉินให้ผู้โดยสารส่งข้อมูลเข้ามายังศูนย์ควบคุม คาดว่าจะใช้ได้เดือน ส.ค.60 ค่าใช้จ่ายปรับปรุงแท็กซี่จะอยู่ที่ 29,000 บาท แท็กซี่ใหม่ต้องติดตั้งทันที แท็กซี่ใช้แล้ว 3-6 ปีจะให้ติดตั้ง 6 เดือนถึง 1 ปี ส่วนแท็กซี่ที่จะหมดอายุใช้งาน 1-2 ปีอาจไม่ต้องติดตั้ง

“บิ๊กตู่” กำชับเร่งกระจายงบลงพื้นที่

เมื่อเวลา 20.15 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาการยั่งยืน” ว่าในการประชุม ครม.สัปดาห์นี้ได้กำชับให้ทุกกระทรวง ทุกหน่วยงานใช้จ่ายงบประมาณในแผนงานโครงการต่างๆ ทั้งระยะ สั้นและระยะยาวให้ลงไปสู่พื้นที่เข้าถึงประชาชนให้มากที่สุด แผนงานระยะยาวเรื่องใดที่ดำเนินการได้ในปีนี้ ให้เริ่มดำเนินการทันที เพื่อให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องในปีต่อไป และเห็นผลเป็นรูปธรรมตามเป้าหมาย ส่วนโครงการระยะสั้นและเร่งด่วนหลายโครงการได้เห็นผลสัมฤทธิ์แล้ว ทั้งการปฏิรูประบบสาธารณสุข การบังคับใช้กฎหมาย การพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน การช่วยเหลือเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย ขณะที่การ บริหารจัดการที่ดินและผืนป่า เกือบ 3 ปี สามารถทวงคืนผืนป่าได้ 349,000 ไร่ และฟื้นฟูป่าไม้ 212,498 ไร่

ฟุ้งร่วมมือมะกันรักษาสันติภาพ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯอเมริกา โทรศัพท์พูดคุย ได้กล่าวยินดีกับท่านที่ได้รับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 45 พร้อมขอบคุณที่แสดงความเสียใจต่อการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และได้พูดคุยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทย-สหรัฐฯ ที่มีมายาวนานและเป็นไปด้วยดีตลอด 184 ปี ได้ยืนยันว่า ประเทศไทยพร้อมส่งเสริมและสนับสนุนความร่วมมือระหว่างกันให้เพิ่มมากขึ้นในทุกมิติ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ การค้าและความมั่นคง และพร้อมสนับสนุนบทบาทอันสร้างสรรค์ของสหรัฐฯ ในการธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค และจะต้องร่วมมือกับบรรดามิตรประเทศของไทยอื่นด้วย

สมช.ไม่พบไอเอสปฏิบัติการในไทย

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีทางการมาเลเซียจับกุมผู้ต้องสงสัยกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) คาดเกี่ยวข้องการขนอาวุธภาคใต้ของไทยว่า ยืนยันจากการติดตามข่าวไม่พบกลุ่มไอเอสมาปฏิบัติการในบ้านเรา ส่วนกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาเลเซียต้องการตัวนายมูฮัมหมัด มูซัฟฟา อารีฟ บินจูไนดี ชาวรัฐกลันตัน ที่เข้าออกไทยหลายครั้งและเชื่อว่าอยู่ในกลุ่มผู้ต้องสงสัยที่ถูกจับได้ ล่าสุดพบเดินทางออกไทยเมื่อวันที่ 21 เม.ย. ตามช่องทางปกติ ที่ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส หากมาเลเซียยืนยันว่าคนนี้คือสมาชิกไอเอส และส่งข้อมูลมายินดีติดตามให้ ส่วนการค้าอาวุธมีขบวนการทำกันมานานแล้วตามแนวชายแดน ติดตามพฤติกรรมอยู่ ขออย่าเพิ่งไปตระหนกกันมาก เจ้าหน้าที่ติดตามความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว

พ.อ.พีรวัชฌ์ แสงทอง โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กล่าวว่า กระแสข่าวว่านายมูฮัมหมัด มูซัฟฟา อารีฟ บินจู ไนดี 1 ใน 6 คน ผู้ต้องสงสัยกลุ่มก่อการร้ายไอเอส หลบหนีเข้ามากบดานในไทย หน่วยงานความมั่นคงดูแลทั้งด้านการข่าว เกาะติดสถานการณ์และบุคคลเป้าหมายอย่างเข้มงวด ยืนยันว่ายังไม่มีบุคคลดังกล่าวแอบหลบหนีเข้าเมือง ขอให้มั่นใจว่าไม่มีสิ่งบอกเหตุว่าจะมีการก่อการร้ายในประเทศไทยแน่นอน