รองประธานกมธ.สื่อฯ ปัดเร่งเครื่องดันร่างพ.ร.บ.คุมสื่อเข้าสปท. 1 พ.ค. สกัดสื่อเคลื่อนไหวต่อต้านหนัก โยนเป็นความเห็นวิปสปท.อยากให้เร่งพิจารณา แจงคาดโทษหนักสื่อไม่มีใบประกอบวิชาชีพ เพื่อควบคุมสื่อไร้สังกัดสร้างความเสื่อมเสีย

เมื่อวันที่ 29 เม.ย.60 พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ รองประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวว่า สปท.สื่อสารมวลชนไม่ได้เร่งเครื่องนำร่างพ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน เข้าสู่ที่ประชุมสปท.ในวันที่ 1 พ.ค. เพื่อสกัดสื่อมวลชนเคลื่อนไหวคัดค้านร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว แต่เนื่องจากการเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้ต่อที่ประชุมวิป สปท. เมื่อวันที่ 27 เม.ย.ที่ผ่านมา ทางวิปสปท.บอกว่า ให้บรรจุเข้าสู่วาระที่ประชุมสปท.ในวันที่ 1 พ.ค.เลย เพราะเป็นเรื่องสำคัญที่อยู่ในความสนใจของประชาชน จะได้ให้สมาชิกสปท.นำมาหารือกัน ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ทอดเวลามานานแล้ว และคุยกันมาเยอะแล้ว จึงถึงเวลานำเข้าสู่ที่ประชุม สปท. ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ตนก็พร้อมยอมรับ ส่วนการกำหนดบทลงโทษสื่อที่ไม่มีใบประกอบวิชาชีพนั้น เป็นการจัดระเบียบเพื่อให้สื่อมีต้นสังกัด จึงต้องกำหนดบทลงโทษ เพื่อป้องกันให้คนไม่ดีที่ไม่มีสังกัดอาศัยความเป็นสื่อมวลชนไปสร้างความเสียหาย เดือดร้อนให้ผู้อื่น ไม่มีเจตนาควบคุมหรือแทรกแซงการทำงานสื่อ

...


ด้าน นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สปท.คนที่ 1 กล่าวถึงการพิจารณาร่างพ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ในวันที่ 1 พ.ค.ว่า เมื่อวิปสปท.บรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมแล้ว มติจะมี 3 แนวทาง คือ เห็นชอบ ไม่เห็นชอบ หรือให้ถอนร่างกลับไปปรับปรุงใหม่ ในกรณีที่ประชุมเห็นชอบ คณะกมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสื่อมวลชน ต้องนำความเห็นของสมาชิกกลับไปปรับปรุง ก่อนเสนอให้นายทินพันธุ์ นาคาตะ ประธาน สปท.ทำหนังสือส่งให้ครม.ต่อ แต่ถ้ามติออกมาไม่เห็นชอบ ก็ถือว่าตกไป โดยในการประชุมวิป สปท.สัปดาห์ก่อน มีข้อเสนอจากวิปบางคนว่า กรณีที่ประชุม สปท.มีมติเห็นชอบกฎหมายดังกล่าวเเล้ว ควรให้ตั้งคณะกรรมการพิเศษขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ปรับปรุงแก้ไขร่างกฎหมายให้สอดคล้องกับข้อเสนอแนะที่สมาชิก สปท.อภิปราย เพราะถ้าให้กมธ.สื่อฯ นำกลับไปปรับปรุงกันเอง ร่างกฎหมายอาจจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง แนวทางดังกล่าวต้องขึ้นอยู่กับที่ประชุมว่า จะเห็นด้วยหรือไม่อย่างไร เพราะถือเป็นแนวทางใหม่ที่ไม่เคยปฏิบัติมาก่อน