"ณัฐวุฒิ" ชี้อภินิหารของกฎหมาย ทำหลักนิติธรรมสังคมไทยจบ ยันจะศักดิ์สิทธิ์ต้องชัดเจน เสมอภาค ตรงไปตรงมา

เมื่อวันที่ 21 มี.ค.60 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวว่า เป็นที่เข้าใจตรงกันว่า มติของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร ที่ประกาศลงราชกิจจานุเบกษา ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงต่อการเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป แต่ก็ทำให้คำว่าอภินิหารทางกฎหมายชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะแม้จะอธิบายว่าเป็นมติเพื่อกำหนดแนวปฏิบัติโดยทั่วไป ไม่เจาะจงกรณีใด แต่คาดการณ์ได้ไม่ยากว่า ถ้าเป็นเรื่องอื่นกรมสรรพากรคงไม่ต้องถามใคร แต่ที่นำเรื่องนี้เข้าหารือในที่ประชุมคณะกรรมการเมื่อวันที่ 7 มี.ค.ที่ผ่านมา เพราะการเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ปจะหมดอายุความในวันที่ 31 มี.ค.นี้ ได้ข้อสรุปอย่างไรก็จะอธิบายความชอบธรรมได้ด้วยมติคณะกรรมการ ทั้งนี้ที่ประชุมย่อมทราบว่ามตินี้จะมีผลต่อภาษีหุ้นชินคอร์ปเป็นกรณีแรก และย่อมไม่มีข้าราชการคนใดกล้าเอนเอียงเอื้อประโยชน์ให้ เพราะต่างก็กลัวอภินิหารมาตรา 44 เมื่อผลออกมาว่าขยายเวลาไม่ได้ เรื่องย่อมต้องยุติไปโดยปริยาย เพราะทุกขั้นตอนชัดเจนมีกฎหมายรองรับ

นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า แต่เมื่อมีการใช้อภินิหารของกฎหมาย ก็ส่งผลให้ทุกคนทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องหมุนตัว 360 องศา แม้แต่ปลัดกระทรวงการคลังซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการวินิจฉัยภาษี ก็ยืนยันโดยอ้างมาตรา 61 ประมวลรัษฎากรตาม สตง.ว่าเรียกเก็บได้ เป็นครั้งแรกที่เห็นกรมสรรพากรซึ่งเป็นผู้บังคับใช้โดยตรง และหลายหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการคลัง มีความรู้เรื่องประมวลรัษฎากรน้อยกว่า สตง. นี่ก็ถือเป็นอภินิหารคดีนี้ กว่าจะจบยังต้องใช้เวลาสู้กันอีก 3 ศาล แต่คำว่าอภินิหารของกฎหมาย ทำให้หลักนิติธรรมของสังคมไทยจบลงทันที ก้อนหิน ต้นไม้ ช้าง ม้า วัว ควาย ถ้ามีอภินิหารอาจมีคนกราบไหว้เพราะถือว่าศักดิ์สิทธิ์ แต่ถ้าเป็นกฎหมายจะให้ศักดิ์สิทธิ์ต้องชัดเจน บังคับอย่างเสมอภาค ตรงไปตรงมา ไม่ใช่เพราะมีอภินิหาร

...