เป็นเกมยาวต้องลุ้นกันให้ดี เมื่อรัฐบาลเปิดศึกเดินหน้าเก็บภาษี “หุ้นชิน” ด้วยการหยิบประเด็น “สุจริต”-“ไม่สุจริต” มาเป็นเครื่องชี้ความผิด ไม่ทำก็ไม่ได้ แต่ทำแล้ว ก็ต้องเจอแรงต้าน
ข่าว “เขย่าขวด” สุดสัปดาห์นี้ แม้จะเป็นเรื่องภาษีแต่ก็หนีวังวนการเมืองไปไม่พ้น เพียงแต่จะต้องแยกแยะให้ออกเท่านั้น
เส้นแบ่งตรงนี้จึงมีความสำคัญยิ่ง
มีคำถามว่า การที่รัฐบาลเร่งรัดให้เก็บภาษีหุ้นชินคอร์ปนั้น 1.2 หมื่นที่พันกันไปถึง “ทักษิณ ชินวัตร” และบุตรทั้ง 2 คนนั้น
เอาอะไรมาเป็นมาตรวัดว่าถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง
“สุจริต” หรือ “ไม่สุจริต” นั่นแหละจะเป็นคำตอบ
เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่วินิจฉัยคดีนี้ไปแล้วว่ามีความผิดทำให้ต้องยึดเงินเข้าหลวง 4 หมื่นกว่าล้านบาท
แม้จะสู้กันด้วยประเด็นที่ว่าการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไม่ต้องเสียภาษี แต่กระบวนการดำเนินการนั้นส่อไปในทางไม่สุจริต
ด้วยการใช้อำนาจรัฐและกระบวน การที่ไม่ปกติ ส่อไปในทางเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ได้ประโยชน์จากการขายหุ้น
เจตนาจงใจในลักษณะนี้จึงเกิดปัญหา
การโอนหุ้นที่ขายราคา 1 บาท แต่นำไปขายในตลาด 49 บาท ซึ่งมูลค่านั้นแตกต่างกันมากมันก็พอจะมองเห็นอะไรต่อมิอะไรได้เป็นอย่างดี
ความจริงแล้วเรื่องนี้หากเจ้าหน้าที่รัฐ โดยกรมสรรพากรดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายกอปรกับคำพิพากษาของศาล ป่านนี้ก็จบไปแล้ว
แต่เมื่อไม่ทำกัน พยายามตีความเหมารวมว่า เมื่อการซื้อ-ขายในตลาดหุ้นไม่ต้องเสียภาษีก็เลยปิดทางเพื่อให้ยุติการดำเนินการ
จนเกิดปัญหาคาราคาซังมาถึงรัฐบาลชุดนี้
อย่างที่เคยบอกเอาไว้แล้ว หากข้าราชการพึงปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต กฎหมายต้องเป็นไปตามกฎหมาย
ไม่ตกเป็นเครื่องมือของนักการเมืองหรือผู้มีอำนาจ
“ประเทศไทย” คงไม่เป็นไปอย่างที่เห็นกันอยู่ !?!
ยิ่งกรมสรรพากรนั้นต้องทำหน้าที่สำคัญ หากเจ้าหน้าที่ไม่ทำหน้าที่ แต่ไปแอบอิงผลประโยชน์ร่วมกับนักการเมือง ทำตัวเป็นเครือข่าย
สุดท้ายก็ต้องตกที่นั่งไม่ต่างกัน แล้วจะมาโทษใครไม่ได้ เพราะทำตัวเองเพื่อหวังผลประโยชน์ตอบแทน
“นักการเมือง” นั้น เวลามีอำนาจคิดว่าอะไรก็ง่ายไปหมด จะคิดจะทำอะไรก็ไม่ต้องเกรงกลัว อะไรผิดกฎหมายก็ไม่สนใจ
แต่สุดท้ายก็ “กรรมตามทัน” แล้วจะมาตีโพยตีพายได้อย่างไรในภายหลัง
รัฐบาลในฐานะผู้รับผิดชอบทางกฎหมายก็จะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามนั้น หากไม่ปฏิบัติก็ถือว่า “ละเว้น”
แม้ในทางการเมืองจะถูกมองว่าพยายามไล่ล่าอีกฝ่าย แต่ก็เป็นสิ่งที่จะต้องยอมรับในผลนั้น มิฉะนั้นก็ต้องถูกลงโทษ
ฝ่ายที่ถูกกระทำก็คงไม่ต่างกันจึงต้องเอะอะโวยวายว่า ถูกกลั่นแกล้ง ไม่ได้รับความเป็นธรรม ต้องไขว่คว้าหาอำนาจเพื่อมาชำระแค้น
ขอความเห็นใจจากสังคม
สิ่งที่เป็นไปเหล่านี้จึงขึ้นอยู่กับประชาชนที่จะต้องมองอย่างแยกแยะ เพื่อจะได้รู้ว่าอะไรผิด อะไรถูก ด้วยเหตุด้วยผล
มิฉะนั้นจะตกเป็นเครื่องมือได้
แต่เกมนี้ยังอีกยาวต้องตามลุ้นกันต่อไป !!!
“ลิขิต จงสกุล”