ศูนย์รวมใจเดินหน้าประเทศ : ปวงชนชาวไทย "ปลื้มปีติ" ในหลวงพระองค์ใหม่

ข่าว

ศูนย์รวมใจเดินหน้าประเทศ : ปวงชนชาวไทย "ปลื้มปีติ" ในหลวงพระองค์ใหม่

ทีมข่าวการเมือง

    4 ธ.ค. 2559 05:01 น.

    บันทึก

    “ตามที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภา ได้กล่าวในนามของปวงชนชาวไทย เชิญข้าพเจ้าขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ ถ้าเป็นไปตามพระราชประสงค์ขององค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์กับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ข้าพเจ้าขอตอบรับเพื่อสนองพระราชปณิธานและเพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวไทยทั้งปวง”

    สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร มีพระราชดำรัสตอบรับการขึ้นทรงราชย์

    ณ เวลา 19.16 นาฬิกา วันพฤหัสบดีที่ 1 ธันวาคม 2559 รัตนโกสินทร์ศก 235 “มหาราชาฤกษ์” ราชอาณาจักรไทยมี “พระมหากษัตริย์” พระองค์ใหม่

    สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร

    ท่ามกลางเสียงเพลงสรรเสริญพระบารมีดังกึกก้อง พร้อมกับเสียงย่ำฆ้องกลองระฆังทุกวัดไทยทั่วโลก พระสงฆ์สวดเจริญชัยมงคลคาถา ถวายพระพรชัยมงคล

    ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ

    เข้าสู่แผ่นดิน “รัชกาลที่ 10” โดยสมบูรณ์

    ครบขั้นตอน กฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎมณเฑียรบาล และโบราณราชประเพณี

    โดยฉากประวัติศาสตร์ประเทศไทยถ่ายทอดผ่านสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ให้คนไทยทั้งประเทศได้ร่วมซึมซับสถานการณ์เปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในรอบ 70 ปี

    อยู่ในบรรยากาศขลังๆการเปลี่ยนรัชกาลและปลื้มปีติกับ “ในหลวง รัชกาลที่ 10”

    ทั้งนี้ทั้งนั้น ในการโปรดเกล้าฯให้ พล.อ.เปรม ติณสูลา-นนท์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. นายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา เข้าเฝ้าฯ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

    “บุคคลสำคัญ” ที่ร่วมในพิธีการอัญเชิญขึ้นทรงราชย์

    ตามสถานะ ประธานรัฐสภา นายกรัฐมนตรี ประธานศาลฎีกา ครบ 3 เสาหลักอำนาจในระบอบประชาธิปไตย ภายใต้พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

    นั่นก็เป็นไปตามหลักการรัฐธรรมนูญ พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่จะทรงใช้พระราชอำนาจผ่านฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ

    รัฐบาล สภา ศาล ภายใต้พระปรมาภิไธย

    ขณะที่นายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงชัดเจน ณ บัดนี้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 ทรงไว้ซึ่งอำนาจตามรัฐธรรมนูญทุกประการ

    ส่วนการดำเนินการต่อไปเพื่อให้เป็นไปตามโบราณราชขัตติยประเพณีที่เรียกว่า พระราชพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นอยู่กับพระราชวินิจฉัย ซึ่งมีพระราชดำริแล้วว่า ควรดำเนินการหลังเสร็จสิ้นพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระเจ้าอยู่หัว ในพระบรมโกศแล้ว

    นั่นก็พอจะคาดการณ์แนวโน้มปฏิทินงานล่วงหน้า

    ตามเงื่อนเวลาที่ต้องเดินคู่ขนานกันไประหว่างพระราชพิธีกับกระบวนการตามโรดแม็ป

    เบื้องต้นเลย พระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่จะทรงลง พระปรมาภิไธยร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามกำหนดที่ต้องประกาศบังคับใช้ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า 2560

    เป็นจุดต่อเนื่องที่สำคัญของขั้นตอนโรดแม็ปที่เดินต่อไปสู่การเลือกตั้ง คืนอำนาจให้ประชาชน

    ทั้งนี้ ตามกระบวนการ เมื่อรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้แล้ว ก็จะเป็นจุดเริ่มกระบวนการจัดทำกฎหมายลูกหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ

    ตามความคืบหน้าล่าสุดที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ระบุในสัปดาห์หน้า คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะเปิดเผยเนื้อหาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งอยู่ระหว่างการปรับแก้ถ้อยคำอีกเล็กน้อย แต่ยังมีเนื้อหาคงเดิม ไม่แตกต่างจากที่มีการเปิดเผยไปก่อนหน้านี้

    นั่นก็หมายถึง การคงยุทธศาสตร์ “ล้างหน้าไพ่”

    แบบที่ค่ายการเมืองใหญ่ทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งแง่ต่อต้าน “การเซ็ตซีโร่” ตั้งต้นนับหนึ่งใหม่ ทำให้พรรคเก่าไม่ได้เปรียบพรรคการเมืองตั้งใหม่

    เพียงแต่ไม่เซ็ตซีโร่ด้วยการออกกฎหมายโดยตรง แต่ล้างกระดานกันด้วยการกำหนดเงื่อนคุณสมบัติ

    เป้าหมายตอน “นักการเมืองพันธุ์เก่า”

    และโดยแนวโน้มก็น่าจะสถานการณ์เดียวกันกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ตามสูตรของ “ซือแป๋มีชัย” ที่ยึดหลักการเลือกตั้ง “จัดสรรปันส่วนผสม”

    แบบที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ออกมาโยนทุ่นเป็นเชิงวิเคราะห์ “ตัวแปร” ที่อาจแทรกให้โรดแม็ปเลื่อนไป ในมุมของความวุ่นวายในการเลือกตั้ง

    ถ้าหากจัดเลือกตั้งทันทีหลังกฎหมายลูกเสร็จ อาจเกิดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างพรรคการเมืองเก่ากับพรรคการเมืองใหม่

    โดยเฉพาะการเลือกตั้งตามกติกาใหม่แบบที่ยังไม่เคยเจอ กับการเลือกตั้ง ส.ส.ระบบจัดสรรปันส่วนผสมที่มีวิธีนับคะแนนคิดสัดส่วนแตกต่างจากเดิม

    ไม่ใช่ใครได้คะแนนมากที่สุดแล้วจะชนะ พรรคที่ได้คะแนนไม่ใช่มากสุดอาจชนะก็ได้

    อ่านทางยี่ห้อ “ซือแป๋มีชัย” ต้องเน้นดัดหลังเซียนเลือกตั้ง

    สกัดไม่ให้รัฐบาลพรรคเดียวยึดสภาได้

    เบื้องต้นนายมีชัยยืนยันจะส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาเป็นการภายในก่อน เพื่อให้มีเวลาศึกษารายละเอียด รวมถึงมีแนวคิดส่งร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่ร่างโดยองค์กรอิสระต่างๆให้ สนช.พิจารณาควบคู่ไปด้วย ตามรูปการณ์การจัดทำกฎหมายลูกไม่น่าจะมีปัญหาล่าช้า

    เพราะทำพิมพ์เขียวล่วงหน้ามาก่อนแล้ว

    โดยแนวโน้มขั้นตอนตามโรดแม็ปที่ยังสามารถปรับเปลี่ยนรองรับพระราชพิธีสำคัญเพื่อความเหมาะสมของสถานการณ์ได้ตลอดเวลา

    ภายใต้เงื่อนไขที่ต้องชั่งน้ำหนัก วัดผลได้ ผลเสีย

    เช่น ถ้าจะหดโปรแกรมการเลือกตั้งเข้ามาเร็วขึ้น เพื่อเป็นไปตามเงื่อนไขลดแรงเสียดทานจากต่างประเทศ คืนบรรยากาศประชาธิปไตยเพื่อแลกกับการลดแรงกดดันรัฐบาลทหาร มาตรการแซงก์ชั่นทางเศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ทางการทูต

    และนั่นก็หมายรวมถึงความเป็นไปในการมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งมาต้อนรับแขก ผู้นำชาติต่างๆที่ได้รับเชิญให้มาร่วมพระราชพิธีสำคัญของราชสำนักไทย

    แต่ตรงกันข้าม ถ้าจะจัดให้มีการเลือกตั้งในช่วงเวลาคาบเกี่ยวกับพระราชพิธีสำคัญ การเตรียมการถวายพระเพลิงพระบรมศพ “ในหลวง รัชกาลที่ 9

    โดยบรรยากาศการหาเสียงมันก็ขัดกับกาลเทศะอย่างสิ้นเชิง

    นี่เป็นน้ำหนักของการดึงเวลาเลือกตั้งออกไป

    โดยเงื่อนไขย้อนแย้ง มันก็เป็นอะไรที่ตัดสินใจลำบาก อย่างที่แกนนำรัฐบาลทหาร คสช.ออกตัวไว้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวแปรชี้ขาดสถานการณ์ที่ต้องประเมินกันวันต่อวัน

    ไม่มีใครเสี่ยงฟันธงล่วงหน้าได้

    อย่างไรก็ตาม โดยสถานการณ์ ณ วันนี้ ถือว่าประเทศไทยได้ผ่านก้าวจังหวะสำคัญในการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์รอบ 70 ปีไปได้แล้ว

    อย่างนิ่มนวลและราบเรียบ

    ไร้แรงกระเพื่อมใดๆทั้งในมุมของเศรษฐกิจ การเมือง ความมั่นคง

    ในบรรยากาศความปลื้มปีติของไพร่ฟ้าประชาชนคนไทย “ในหลวง รัชกาลที่ 10” ทรงเป็น “ศูนย์รวมใจ”

    โดยความตั้งพระทัยที่จะตามรอยพระบาทของพระราชบิดา

    เปรียบเหมือนแสงทองส่องฟ้าราชอาณาจักรไทย เป็นความหวังใหม่ในการนำประเทศไทยกลับสู่ความเป็นแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง

    อนาคตสดใส ในแผ่นดินของ “องค์มหาวชิราลงกรณ”

    แต่ก่อนอื่นเลยทุกฝ่ายต้องมุ่งสำรวจตัวเองด้วย

    นักการเมืองที่ถูกตั้งแง่มาตลอดว่า เป็นตัวการนำประเทศไทยติดหล่มวงจรอุบาทว์จนเกือบล่มสลาย เพราะพฤติกรรมน้ำเน่า แก่งแย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์

    ข้าราชการที่ใส่เกียร์ว่าง ทำงานเช้าชามเย็นชาม แต่มุ่งทุจริตคอร์รัปชันจนเป็นเรื่องชินชา

    กลุ่มทุนใหญ่ที่จ้องแต่จะกอบโกยกำไร ผูกขาดธุรกิจ จนทำให้เกิดภาวะความเหลื่อมล้ำทางสังคม ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยห่างกันมากขึ้นทุกวัน

    แม้แต่ประชาชนไทยเองที่เริ่มเคยตัวกับพฤติกรรมเห็นแก่ตัว ละเลยหน้าที่ ไร้ความรับผิดชอบต่อสังคม

    ทุกฝ่ายร่วมกันสร้างพฤติกรรมสะสมทำให้ประเทศไทยติดหล่มวิกฤติ

    ถึงเวลาแล้วที่ต้องหันมาปฏิรูปตัวเองให้พร้อมไปสู่อนาคตที่ดี

    เพื่อประเทศไทยที่สดใสในอนาคต.

    อ่านเพิ่มเติม...

    วิดีโอแนะนำ

    “ชัชชาติ” ร่วมวงกินข้าวมันไก่กับพนักงานทำความสะอาด หลังถกผู้ว่าฯ สัญจร เขตจตุจักร
    01:10

    “ชัชชาติ” ร่วมวงกินข้าวมันไก่กับพนักงานทำความสะอาด หลังถกผู้ว่าฯ สัญจร เขตจตุจักร

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    วันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม 2565 เวลา 15:00 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์