'อ๋อย' อัดแม่น้ำ 5 สาย ตีกัน นายกฯคนนอก ชี้ ปรับทัศนคติลงใต้ไร้ชอบธรรม

ข่าว

'อ๋อย' อัดแม่น้ำ 5 สาย ตีกัน นายกฯคนนอก ชี้ ปรับทัศนคติลงใต้ไร้ชอบธรรม

ไทยรัฐออนไลน์

2 เม.ย. 2559 16:21 น.

บันทึก

"จาตุรนต์" ร่ายยาว อัดแม่น้ำ 5 สาย แบ่งบทเล่น หลังสปท.โจ่งแจ้ง ชงคำถามพ่วงนายกฯ คนนอก เตือน ระวังเป็นดาบสองคม ทำคนส่วนใหญ่รับไม่ได้ อัด คุมนักการเมืองเห็นต่างส่งลงชายแดนใต้ ขัดหลัก ก.ม.ไร้ชอบธรรม

วันที่ 2 เม.ย. นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มีมติเห็นชอบ คำถามพ่วงประชามติ เรื่อง ให้รัฐสภาโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี ส่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ว่า อาจเป็นดาบสองคม สำหรับร่างรัฐธรรมนูญ เท่ากับเป็นการเปิดเผยว่า แท้จริงแล้วแม่น้ำ 5 สาย ต้องการอะไร ที่มีความเห็นต่างกันอยู่บ้าง เป็นเพียงการแบ่งบทกันเล่น แล้วสุดท้ายเปิดเผยออกมาว่า ให้คนนอกมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ทันที หลังการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นแนวความคิดที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ไม่ยอมทำตาม เพราะเห็นว่ามีแรงต่อต้านมากเกินไป และเมื่อประเด็นคำถามพ่วงจาก สปท. ส่งไปยัง สนช. จะทำให้เห็นภาพชัดขึ้น

นายจาตุรนต์ กล่าวว่า เข้าใจว่า ผู้ที่เสนอ และได้คะแนนเสียงท่วมท้น อาจเป็นเพราะเขาประเมินว่า การลงประชามติจะผ่านได้ง่าย เสนออะไรก็ผ่านได้หมด เพราะว่ายังมีความเข้มงวดปิดกั้นผู้ที่เห็นต่างด้วยวิธีการต่างๆ อย่างได้หมด เพราะฉะนั้นเลยถือโอกาสโกยได้โกยเอา คือ ได้มาอีกขั้นหนึ่งแล้วจะเอาถึงขั้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนนอกได้ทันที ซึ่งถ้าเป็นไปตามนั้น ก็จะทำให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ แม่น้ำทั้ง 5 สาย ได้ในส่ิงที่ตั้งใจ หลายส่วนของแม่น้ำทั้ง 5 สาย ก็จะไปอยู่ในส่วนของ ส.ว. และบางส่วนอาจจะมีอำนาจในรัฐบาล หรือแม้เป็นนายกฯ เองเลย ทั้งนี้ การที่บอกว่า เป็นดาบสองคม เมื่อมีการเสนอโจ่งแจ้งชัดเจนกันแบบนี้ ก็อาจจะเกิดความรับไม่ได้ของคนส่วนใหญ่ เพราะว่าเรื่องนี้แสดงให้เห็นความละโมบของผู้มีอำนาจมากเกินไป ทำให้ประเทศถอยหลังมากเกินไป กลายเป็นแรงต้านมากขึ้น คือ คนอาจจะไม่แยกลงประชามติเป็นสองประเด็น จะปฏิเสธก็ควบไปทั้ง 2 ประเด็น และจากการดูร่างรัฐธรรมนูญล่าสุด คนนอกมีโอกาสมาเป็นนายกฯ ได้แต่ต้น ได้ไม่ยากอยู่แล้ว เพราะตามที่ออกแบบระบบเลือกตั้ง ไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมาก แต่เสียงจะได้ไล่เลี่ยกัน พรรคขนาดกลางทั้งหลายเป็นคนตัดสินว่า จะให้ใครเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หรือ อาจตัดสินว่าจะตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ จะให้พรรคการเมืองจัดตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ หากพรรคขนาดกลางรวมใจกันไม่สนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเลย ก็ตั้งรัฐบาลไม่ได้เหมือนกัน เพราะการตั้งรัฐบาลต้องใช้เสียงเกินครึ่งสภา มันก็จะเข้าประเด็นการตั้งรัฐบาลที่มีคนนอกเป็นนายกฯ ซึ่งใช้เสียง 2 ใน 3 ของสภา โอกาสที่พรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรค ได้คะแนนเสียงไม่ถึงครึ่งหนึ่งของสภาก็มีมาก หมายความว่า การตั้งนายกฯ คนนอก โดยเสียงของสภา 2 ใน 3 ตั้งนายกฯ คนนอก ก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ เขาคงไม่ต้องการเสี่ยงหรือต้องไปลุ้นให้เกิดสภาพแบบนั้น เลยเสนอประเด็นลักษณะควบแบบนี้ เรื่องการลงประชามติยังดูเหมือนกฎหมายที่พูดกันใน สนช.ยิ่งทำให้ปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นและเป็นการลงประชามติที่ไม่มีประโยชน์อะไร คนที่มีความเห็นต่างแสดงความเห็นไม่ได้ การที่บอกห้ามชี้นำคนให้เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยนั้นก็ คือ การห้ามประชาชนสื่อสารกัน ซึ่งมันเป็นเรื่องขัดกับการลงประชามติอย่างร้ายแรงการลงประชามติ ต้องให้ประชาชนสื่อสารกันได้ จึงจะสามารถรับฟังข้อมูลข่าวสาร รับฟังความเห็นได้อย่างทั่วด้าน และการลงประชามติ จึงจะเป็นประโยชน์

นายจาตุรนต์ กล่าวต่อว่า ส่วนการจัดทำหลักสูตรอบรมนักการเมือง ที่มีความเห็นต่างกับรัฐบาล และ คสช.ส่งลงไป 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นั้น ส่ิงเหล่านี้ ส่งสัญญาณทำให้เห็นว่า การลงประชามติจะถูกบิดเบือน จนฝ่ายที่เห็นต่างไม่สามารถพูดอะไรได้เลย และจะเป็นอันตรายอย่างมาก ถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ โดยผู้ที่เห็นต่างไม่ได้รับโอกาสให้แสดงความคิดเห็นแบบนี้ หลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้แล้ว แม่น้ำทั้ง 5 สาย ก็จะเดินหน้า ออกกฎหมายลูก ทำการปฏิรูป หรืออะไรต่างๆ ที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ อย่างย่ามใจ อยากทำอะไรก็ได้แล้ว ด้วยข้ออ้างประชาชนเห็นชอบลงประชามติแล้ว ดังนั้น ช่วงนั้นจะเกิดปัญหาสะสมอย่างมาก ไม่ใช่เป็นการปฏิรูป ทำให้บ้านเมืองล้าหลัง และเสียหาย เพราะทำในกระบวนการที่ไม่รับฟังความเห็นของใคร และเกิดความย่ามใจว่า ฝ่ายค้านคงไม่มีใครมากล้าค้านอีกแล้ว เมื่อทำไปสะสมปัญหามากขึ้นเรื่อย ประชาชนเห็นปัญหามากขึ้น ก็จะกลายเป็นความขัดแย้ง และคนก็จะคิดย้อนกลับมาในระหว่างการลงประชามตินั้น ประชาชนถูกปิดหูปิดตา การกำหนดบทลงโทษหนักของกฎหมายการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ การจัดหลักสูตรอบรมผู้เห็นต่าง และการออกคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 13/59 ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหาร เข้าป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดบางประการที่เป็นภัยอันตรายต่อความสงบเรียบร้อย หรือบ่อนทำลายเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศนั้น กลายเป็นการออกกฎหมายร่วมกันที่ขัดหลักความชอบธรรม ขัดหลักประชาธิปไตย ในเรื่องการลงประชามติ และการใช้อำนาจที่เกิดจากคำสั่งของบุคคล ที่กลายมาเป็นกฎหมายที่ไม่ชอบธรรม การเอาคนไปเข้าค่ายปรับทัศนคติ การจัดหลักสูตรอบรม ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารมากกว่าที่ตำรวจทำ โดยไม่เป็นไปตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ไม่มีการคุ้มครองผู้ต้องสงสัย หรือผู้ต้องหาวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างนี้ เมื่อถูกใช้โดยการชี้นำว่าต้องการจัดการกับผู้เห็นต่าง ไม่ให้แสดงความคิดเห็นกันอีกต่อไป มันจะทำให้เกิดสภาพที่ผู้ใช้อำนาจทั้งหลาย ตั้งแต่ระดับสูงไปจนถึงระดับล่าง เกิดทัศนคติที่ผิด อาจนำไปสู่การทำลายผู้ที่เห็นแตกต่าง

เรื่องนี้ความจริงให้สติธรรมว่า การทำอย่างนี้ มันจะทำให้สังคมจะย่ิงแตกแยก และเกิดการทำลายล้างผู้ที่เห็นแตกต่างในสังคม โดยเฉพาะกระบวนการจัดหลักสูตรอบรมที่คิดกัน เหมือนเหตุการณ์ในหลายประเทศ ที่บางประเทศปกครองสังคมนิยม จับคนไปเข้าค่ายสัมมนา เข้าค่ายแรงงาน แล้วจัดการข่มขู่บังคับให้เปลี่ยนความคิด หรือในอดีตบางประเทศใช้ค่ายกักกัน ใช้แรงงาน เห็นคนต่างเป็นศัตรูก็ทำลายล้าง กลายเป็นการสูญเสียของมนุษยชาติ ดังนั้น ไม่ควรทำเรื่องนี้เป็นเรื่องเล่น การพูดเหมือนมีอำนาจอยากทำอะไรก็ได้ ทำให้มีผลกับผู้ที่ตำแหน่งรองลงมา หากขาดความเข้าใจ อาจจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคตได้

อ่านเพิ่มเติม...

วิดีโอแนะนำ

“ปาเจโร” ไม่กลัวตาย ท้าประลอง “รถบรรทุก” ปาดหน้าแล้วเบรก คล้ายจะให้ชน เลยโดนชนเต็มๆ
03:20

“ปาเจโร” ไม่กลัวตาย ท้าประลอง “รถบรรทุก” ปาดหน้าแล้วเบรก คล้ายจะให้ชน เลยโดนชนเต็มๆ

ApplicationMy Thairath

วันจันทร์ที่ 15 สิงหาคม 2565 เวลา 19:19 น.
ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไทยรัฐกรุ๊ปเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์