ก๊าซกับการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย

ข่าว

ก๊าซกับการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย

หมัดเหล็ก

    1 ก.ย. 2557 05:00 น.

    ข้อถกเถียงประเด็นพลังงานธรรมชาติของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นก๊าซหรือน้ำมัน มีความสับสนและบิดเบือนข้อมูลอันเกิดจากเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์และความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ในที่สุดแล้วจะทำให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศในอนาคตอย่างรุนแรง

    กระทั่ง อุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งนำมาใช้เป็นวัตถุดิบสำคัญที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของมนุษย์ ตั้งแต่ ยารักษาโรค อุปกรณ์ เทคโนโลยี ยานยนต์ เครื่องบิน ถ้วย ชาม กะละมัง แก้วน้ำ รองเท้า เสื้อผ้า ยาสีฟัน สีทาบ้าน ยางเทียม เส้นใยสังเคราะห์ ไม้จิ้มฟันยัน เรือรบ ล้วนแต่ต้องอาศัยวัตถุดิบจาก อุตสาหกรรมปิโตรเคมี ทั้งสิ้น

    และอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเหล่านี้ ก็คือส่วนหนึ่งของผลผลิตจาก ก๊าซและน้ำมัน โดยการคัดแยกและนำมาผสมกับสารเคมี เพื่อนำไปใช้กับอุตสาหกรรมประเภทต่างๆดังกล่าว แรกเริ่มเดิมทีเราต้องนำเข้าเม็ดพลาสติกที่นำมาใช้ในการผลิตในอุตสาหกรรมเกือบทุกอุตสาหกรรม บริษัท ยูโนแคล ผู้สำรวจและผลิตปิโตรเลียมในขณะนั้น ซึ่งต่อมาขายกิจการให้กับ เชฟรอน บริษัทที่ได้รับสัมปทานสำรวจและผลิตน้ำมันในอ่าวไทย สำรวจพบก๊าซในอ่าวไทย เมื่อปี 2514 ซึ่งเป็นปีทองของประเทศไทย ยุคโชติช่วงชัชวาลย์ มีการ วางแผนที่จะสร้างโรงแยกก๊าซขึ้นมาต่อยอดด้วยอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเพื่อลดการนำเข้าวัตถุดิบที่จะใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม

    จนกระทั่งปี 2528 สมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้มอบให้ การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยหรือ ปตท.ลงทุน สร้างโรงแยกก๊าซขึ้นมาที่ จ.ระยอง ตั้งโรงงานปิโตรเคมีต้นน้ำ ร่วมกับภาคเอกชน ภายใต้ชื่อ บริษัท ปิโตรเคมีแห่งชาติ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยให้เกิดประโยชน์สูงสุด

    ปรากฏว่า ก๊าซที่พบในอ่าวไทยเป็นชนิดเปียก มีสารไฮโดรคาร์บอน ที่เหมาะใช้งานในโรงงานปิโตรเคมี เป็นโชคสองชั้นของ
    คนไทย ก๊าซที่แยกออกมามีคุณภาพที่จะนำไปใช้ทั้งโรงผลิตไฟฟ้าและอุตสาหกรรม รวมทั้งการใช้งานภาคครัวเรือนและการขนส่งสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยประมาณ 1.3 แสนล้านบาทต่อปี เกิดการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมต่างๆราว 2.3 แสนคน เพิ่มมูลค่าสินค้าภาคอุตสาหกรรมคิดเป็นมูลค่า 8-9 แสนล้านบาท ต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 20 ปี ลดการนำเข้าวัตถุดิบในภาคอุตสาหกรรมอีกเป็นจำนวนไม่น้อย

    วันนี้ ที่สังคมเกิดข้อขัดแย้งถกเถียงถึง การปฏิรูปพลังงานของประเทศ โดยขาดความรู้ความเข้าใจ ไม่ได้ ยึดหลักการใช้พลังงานธรรมชาติของประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด ต้องการของดี ของถูกอย่างเดียว แล้วในอนาคตจะเป็นอย่างไร เพราะพลังงานมีจำกัด ใช้แล้วหมดไป

    การใช้พลังงานอย่างฟุ่มเฟือย สูญเปล่า คือการทำร้ายอนาคตของลูกหลานอย่างไม่รู้ตัว จึงต้องจำเป็นต้องจัดสรรทรัพยากรพลังงานธรรมชาติของเราให้สมดุล ไม่ใช่คิดแค่ว่า ปตท.จะได้ประโยชน์ จะต้อง ใช้ของถูกของฟรี

    เริ่มต้นด้วยอคติอย่าไปคิดปฏิรูปให้เมื่อยตุ้ม.

    อ่านเพิ่มเติม...

    วิดีโอแนะนำ

    เฟซบุ๊ก แตงโม ปล่อยคลิป กระติก ยาว 18 วินาที
    00:18

    เฟซบุ๊ก แตงโม ปล่อยคลิป กระติก ยาว 18 วินาที

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    วันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม 2565 เวลา 04:42 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์