“พริษฐ์” ยก 5 ข้อโต้ “โสภณ” ทำสวนทางหลักเป็นกลาง สกัด กมธ.ตรวจสอบรัฐบาล-ปิดทางประชาชนเสนอกฎหมาย ดองคำร้องสอบ “ศักดิ์สยาม” ซุกหุ้นนานกว่า 155 วัน


วันที่ 8 พฤศจิกายน นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ในจดหมายเปิดผนึกจากนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ถึงประชาชน เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยมีการเขียนทิ้งท้ายไว้ว่าประธานสภาผู้แทนราษฎรมีหน้าที่ต่อสภาและประชาชนทุกฝ่าย ไม่ใช่ต่อพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง เพื่อรักษาความเป็นกลาง ความเป็นอิสระ และเกียรติภูมิของฝ่ายนิติบัญญัติ ให้สามารถทำหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายบริหารได้อย่างเข้มแข็งและถูกต้องตามกฎหมาย


นายพริษฐ์ ระบุต่อว่า ตนเห็นด้วยกับประโยคนี้ แต่ตนกลับเห็นว่านายโสภณกำลังดำเนินการในอย่างน้อย 5 เรื่องที่สวนทางกับหลักการในประโยคดังกล่าว คือ 1.เห็นชอบกับแนวทางการดำเนินงานของกมธ.สามัญของสภาผู้แทนราษฎร ที่กำหนดให้การดำเนินการทุกเรื่องในคณะกรรมาธิการ เช่น การบรรจุวาระ การเชิญผู้ชี้แจง ต้องอาศัยมติที่ประชุมอย่างเคร่งครัด ซึ่งจะกระทบต่อความคล่องตัวและประสิทธิภาพของ กมธ.ในการปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะในเรื่องที่มีความจำเป็นเร่งด่วน


นายพริษฐ์ ระบุด้วยว่า เปิดช่องให้ สส.รัฐบาล ซึ่งเป็นเสียงข้างมากใน กมธ.ร่วมกันลงมติสกัดกั้นไม่ให้ กมธ. ตรวจสอบเรื่องที่ส่งผลกระทบในทางลบต่อรัฐบาล แม้จะอยู่ในขอบเขตอำนาจของ กมธ. ที่เกี่ยวข้องโดยตรง ซึ่งจะเป็นการทำลายกลไกตรวจสอบที่สำคัญของสภา ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 129 และสร้างความชอบธรรมให้กับร่างแก้ไขข้อบังคับของ สส.พรรคภูมิใจไทย ที่จะเข้าสู่การพิจารณาในสภาสัปดาห์นี้ โดยอาจมีการอ้างว่าเป็นการแก้ไขข้อบังคับให้สอดคล้องกับแนวทางที่ประธานสภาเห็นชอบให้ปฏิบัติ


นายพริษฐ์ ระบุอีกว่า 2.ปิดประตูไม่ให้ร่างกฎหมายเกี่ยวกับการลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ ซึ่งภาคประชาชนได้มีการรวบรวมรายชื่อไปแล้ว 59,503 คน ได้เข้าสู่การพิจารณาในสภา ด้วยการวินิจฉัยว่าร่างดังกล่าวไม่อยู่ในขอบเขตที่ประชาชนสามารถเข้าชื่อเสนอได้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 133 (3) เนื่องจากมีหลักการไม่เป็นไปตามหมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ทั้งที่ร่างกฎหมายดังกล่าว มีการเสนอแก้ไขอัตราโทษทางอาญาในฐานความผิดที่เกี่ยวข้องกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งอยู่ในหมวด 3


นายพริษฐ์ ระบุว่า ซึ่งประธานสภาฯ ในอดีตเคยมีการวินิจฉัยให้ประชาชนกลุ่มอื่น สามารถเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายที่เสนอแก้ไขขอบเขตความผิดเกี่ยวกับฐานความผิดอื่นในประมวลกฎหมายอาญาได้ และการวินิจฉัยให้ร่างดังกล่าวได้เข้าสู่การพิจารณาในสภา ไม่เท่ากับการที่ประธานสภาเห็นด้วยกับสาระในร่าง แต่เป็นการเปิดโอกาสให้ สส. 500 คน ได้อภิปรายและพิจารณาร่วมกันว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับร่างดังกล่าว


นายพริษฐ์ ระบุต่อว่า 3.ดองคำร้องที่ สส. พรรคฝ่ายค้าน และ สว. บางส่วน ร่วมกันเข้าชื่อเพื่อให้ประธานรัฐสภาส่งต่อให้ศาลฎีกาตั้งคณะมาไต่สวนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีที่มีการยกคำร้องคดีซุกหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยตอนนี้ผ่านมาแล้ว 155 วัน หรือ 5 เดือน นับแต่วันที่เรายื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภา ซึ่งเป็นระยะเวลาที่นาน เมื่อเทียบกับครั้งล่าสุดที่นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภาที่ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานรัฐสภา ณ เวลานั้น ใช้เวลาไม่ถึง 41 วัน ในการส่งเรื่องไปที่ศาลฎีกา หลังจาก สว. มีการยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. กรณีสินบนทองคำเมื่อต้นปี 2569


“อีกทั้งยังไม่มีความชัดเจนจากนายโสภณ เรื่องกรอบเวลาที่คณะกรรมการกลั่นกรองที่ถูกตั้งขึ้นมา จะใช้ในการดำเนินการและเสนอความเห็นต่อประธานรัฐสภา จึงก่อให้เกิดคำถามว่าความล่าช้าในการพิจารณาประเด็นดังกล่าว เป็นเพราะคำร้องในเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับบุคคลในครอบครัวที่มีพระคุณต่อพรรคภูมิใจไทยหรือไม่” นายพริษฐ์ ระบุ


นายพริษฐ์ ระบุต่อว่า 4.ปฏิเสธที่จะนัดประชุมร่วมกันของรัฐสภา ซึ่งยังไม่เคยมีการประชุมแม้แต่ครั้งเดียวตั้งแต่เปิดสมัยประชุมนี้ในวันที่ 25 สิงหาคม เพื่อพิจารณา 2 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา ที่พรรคประชาชนเสนอเข้าสู่สภาตั้งแต่ 7-8 เดือนที่แล้ว เกี่ยวกับการเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบองค์กรอิสระ ให้ไม่เป็นอิสระจากประชาชน โดย 2 ร่างดังกล่าวมีสาระ ดังนี้ เพิ่มสิทธิประชาชนในการเข้าชื่อริเริ่มกระบวนการถอดถอนองค์กรอิสระและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และตัดดุลพินิจของประธานรัฐสภาในการปัดตกคำร้องของสมาชิกรัฐสภาหรือประชาชนที่เข้าชื่อ เพื่อขอให้ศาลฎีกาตั้งคณะมาไต่สวน ป.ป.ช. กรณีปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ


นายพริษฐ์ ระบุด้วยว่า 5.ปล่อยให้เกิดความล่าช้าในการตั้งคณะกรรมการบริหารหน่วยของรัฐสภาไทยสำหรับการดำเนินกิจการในเวทีรัฐสภาระหว่างประเทศ ซึ่งจะต้องถูกรับรองในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่ยังไม่มีการนัดตามข้อ 4 ซึ่งทำให้ขาดพื้นที่สำหรับทุกฝ่ายทั้ง สส.รัฐบาล สส.ฝ่ายค้าน สว. และข้าราชการสภา ในการร่วมกันหารือและวางแผนอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับการเข้าร่วม การคัดเลือกคณะผู้แทนอย่างเป็นธรรม การวางยุทธศาสตร์ในการผลักดันวาระ รวมไปถึงการยื่นร่างข้อมติ (resolution) ในประเด็นที่ไทยต้องการใช้เวทีรัฐสภาระหว่างประเทศ เพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาที่คนไทยเผชิญ เช่น อาชญากรรมข้ามชาติ-สแกมเมอร์ ฝุ่นพิษข้ามแดน สารพิษในแม่น้ำ การค้ามนุษย์


“ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่านายโสภณ จะเร่งทบทวน ดำเนินการ หรือแก้ไขปัญหาทั้ง 5 ข้อ ที่ผมได้สะท้อนมาดังนี้ เพื่อให้การทำงานของสภามีประสิทธิภาพและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน” นายพริษฐ์ ระบุ