รองโฆษก ปชป. จี้รัฐเอาจริงบังคับใช้กฎหมายควบคุมมลพิษ PM2.5 ชี้รถควันดำเต็มท้องถนนต้นตอฝุ่นในเมืองหลวง เร่ง 4 หน่วยงานรัฐ แก้วาระแห่งชาติ 


วันที่ 7 พฤศจิกายน 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิมุข ฉันทวานิช รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) แถลงข่าวถึงสถานการณ์สิ่งแวดล้อมที่วนลูปซ้ำซาก ว่า เข้าสู่ช่วงเดือนพฤศจิกายน หลังปัญหาน้ำท่วมและฤดูฝนเริ่มคลี่คลาย ปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 จ่อกลับมาส่งผลกระทบต่อคนไทยและคนกรุงเทพมหานครอีกครั้ง ที่ผ่านมารัฐบาลมักทำได้เพียงการออกคำเตือนให้ประชาชนป้องกันตัวเอง พรรคขอถามถึงภาครัฐว่า ที่ผ่านมาได้มีการบังคับใช้กฎหมายเพื่อควบคุมผู้ก่อมลพิษอย่างจริงจังมากน้อยเพียงใด จากข้อมูลสถิติของกรุงเทพมหานคร(กทม.) พบว่าตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 จนถึงเดือนกันยายน 2569 มีการตรวจวัดควันดำของรถยนต์ใน กทม.กว่า 140,000 คัน พบรถมีค่าควันดำเกินกว่ามาตรฐานกำหนดสูงถึงกว่า 70,000 คัน หรือ 50% สะท้อนถึงวิกฤตต้นตอฝุ่นในเมืองหลวง และหลังการตรวจพบรถควันดำดังกล่าวแล้ว หน่วยงานรัฐได้ติดตาม ตรวจซ้ำ และแก้ไขปัญหาทางกฎหมายอย่างเป็นรูปธรรมอย่างไรหรือไม่ นี่ยังไม่นับรวมปัญหาฝุ่นละอองที่เกิดจากไซต์งานก่อสร้างที่ผู้ประกอบการขาดความรับผิดชอบ


นายอภิมุข กล่าวว่า เพื่อการแก้ปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 ให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม พรรคจึงมีข้อเรียกร้องต่อภาครัฐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 3 ข้อ คือ 1. การบังคับใช้มาตรการควบคุมควันดำอย่างเข้มงวด  โดยเฉพาะรถโดยสารสาธารณะ รถบรรทุก และรถกระบะ พร้อมแสดงคลิปหลักฐานรถปล่อยควันดำบนท้องถนนของรถในสังกัดองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)  2. ปูพรมตรวจเชิงรุกไซต์ก่อสร้างและสถานประกอบการ พร้อมการบังคับใช้กฎหมายลงโทษตามลำดับขั้นทันที  3. ยกระดับการมีส่วนร่วม เปิดทางประชาชนร่วมชี้เป้า เรียกร้องให้กรมควบคุมมลพิษและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งประชาสัมพันธ์ช่องทางรับแจ้งเหตุและสายด่วนมลพิษ 4 หน่วยงานหลัก คือกรมการขนส่งทางบก, กองบังคับการตำรวจจราจร, กรมควบคุมมลพิษ และ ขสมก. ให้ครอบคลุมมากขึ้น เพราะปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 ถูกยกเป็นวาระแห่งชาติมามากว่า 7 ปีแล้ว แต่ประชาชนยังต้องแบกรับผลกระทบนี้ ในระหว่างที่กำลังรอการผลักดันพระราชบัญญัติอากาศสะอาด รัฐบาลต้องบังคับใช้กฎหมายปัจจุบันที่มีอยู่อย่างเคร่งครัดและจริงจังด้วย