“ทวี” ชี้ คำวินิจฉัยประธานศาลอุทธรณ์คดีฮั้ว สว. เปิดประตูทางกฎหมายให้ผู้เสียหายเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของศาลที่มีเขตอำนาจ สะท้อนหลักนิติธรรมว่า “ไม่มีผู้ใดอยู่เหนือกฎหมาย”
วันที่ 7 พฤศจิกายน 2569 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ เปิดเผยถึงกรณีเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 ประธานศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัย ที่ วท. 27/2569 ลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 ว่า คดีที่ผู้เสียหายฟ้องเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งและกรรมการการเลือกตั้ง อยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ผู้ฟ้องคดีคือ นายพงศกรณ์ ตั้งกิตติ์ตระกูล ผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา กลุ่มที่ 2 กลุ่มกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม หมายเลข 71 ซึ่งผ่านเข้าสู่การเลือกระดับประเทศและได้รับการจัดให้อยู่ในบัญชีสำรองลำดับที่ 4
โดยวันที่ 27 มิถุนายน 2567 เพียงหนึ่งวันหลังการเลือกระดับประเทศ นายพงศกรณ์ ได้ยื่นคำร้องคัดค้านต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยกล่าวหาว่ามีการฮั้วหรือทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ณ อิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี โจทก์อ้างว่าตนเป็นผู้เสียหายโดยตรงจากการเลือกที่อาจไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม และมีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 88
สาระสำคัญคือ โจทก์เป็นผู้สมัครที่ใช้สิทธิคัดค้านภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 โดยอ้างว่าผลการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 พบพฤติการณ์สอดคล้องกับคำร้องคัดค้านของตน และมีมติแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้สมัครกลุ่มที่ 2 จำนวน 6 คน ซึ่ง กกต. ได้ประกาศรับรองให้เป็นสมาชิกวุฒิสภาแล้ว
แต่โจทก์กล่าวหาว่า กกต. กลับเพิกเฉย ไม่วินิจฉัยคำร้องโดยเร็ว และประวิงเวลาด้วยการตั้งคณะวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ทั้งที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 ได้รวบรวมพยานหลักฐานและมีความเห็นเกี่ยวกับผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย โจทก์จึงเห็นว่าเป็นพฤติการณ์เข้าข่ายหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ตามมาตรา 32 และกระทบต่อสิทธิของตนในฐานะผู้เสียหายตามมาตรา 88
โจทก์ยื่นฟ้อง นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. และกรรมการ กกต. รวม 8 คน ต่อมาถอนฟ้องกรรมการ กกต. 2 คน ซึ่งโจทก์ระบุว่าเป็นฝ่ายเสียงข้างน้อย จึงเหลือจำเลย 6 คน ได้แก่ เลขาธิการ กกต. 1 คน และกรรมการ กกต. 5 คน ซึ่งโจทก์ระบุว่าเป็นฝ่ายเสียงข้างมาก โดยเป็นการฟ้องบุคคลผู้ดำรงตำแหน่ง มิใช่ฟ้ององค์กร กกต. โดยตรง
พ.ต.อ.ทวี ระบุต่อไปว่า หัวใจของคำฟ้องคือ ผู้มีหน้าที่รักษาความสุจริตและเที่ยงธรรมของการเลือกตั้ง กลับตกเป็นจำเลยในคดีที่กล่าวหาว่าละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเสียเอง โจทก์กล่าวหาว่า กกต. มีมติไม่รับพยานหลักฐานสำคัญจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้แก่ ข้อมูลเส้นทางการเงิน หลักฐานการโอนเงิน ข้อมูลการติดต่อทางโทรศัพท์ และพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งอาจเชื่อมโยงบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับเครือข่ายฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา โจทก์จึงมีหนังสือโต้แย้งและขอให้ทบทวนมติเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 ก่อนที่ กกต. จะมีหนังสือลงวันที่ 11 มีนาคม 2569 ปฏิเสธคำขอทบทวนดังกล่าว
ข้อกล่าวหาตามคำฟ้องคือ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 32 มาตรา 58 และมาตรา 69 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการหลีกเลี่ยงมิปฏิบัติหน้าที่ ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำการอื่นใดเป็นการขัดขวางมิให้การเป็นไปตามกฎหมาย ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ การร่วมกระทำความผิด และบทกำหนดโทษ
ประเด็นทางกฎหมายอีกประการหนึ่งคือ มาตรา 62 ซึ่งกำหนดให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเมื่อมี “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการทุจริตหรือรู้เห็นกับการกระทำที่ทำให้การเลือกไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม โจทก์จึงโต้แย้งว่าเกณฑ์ดังกล่าวแตกต่างจากมาตรฐานการพิสูจน์ความผิดเพื่อพิพากษาลงโทษทางอาญา
ทั้งนี้ คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ ที่ วท. 27/2569 มีความสำคัญต่อหลักนิติธรรม โดยกล่าวถึงสิทธิของผู้เสียหายจากการทุจริตเพื่อให้ได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาโดยมิชอบ ซึ่งกระทบต่ออำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 3 และวางเหตุผลว่าประชาชนทุกคนรวมถึงโจทก์ย่อมเป็นผู้เสียหาย มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้นโดยตรงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และมาตรา 28(2) ทั้งนี้ การใช้อำนาจฟ้องในแต่ละคดียังต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
นอกจากนี้ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มาตรา 38 กำหนดให้กรรมการ กกต. ทั้ง 7 คน และเลขาธิการ กกต. ในการปฏิบัติหน้าที่มีสถานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และเป็นเจ้าพนักงานของรัฐตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ดังนั้น เมื่อถูกฟ้องว่าปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ประธานศาลอุทธรณ์จึงวินิจฉัยว่าคดีนี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 3 วรรคหนึ่ง (1)
หัวหน้าพรรคประชาชน เผยอีกว่า คดีฮั้ว สว. 2567 มีความสำคัญต่อระบอบประชาธิปไตย เพราะหากพิสูจน์ได้ว่ามีการจัดตั้งเครือข่ายเพื่อควบคุมผลการเลือกสมาชิกวุฒิสภาอย่างเป็นระบบ ย่อมกระทบต่อความชอบธรรมของการได้มาซึ่งอำนาจนิติบัญญัติและระบบตรวจสอบถ่วงดุลตามรัฐธรรมนูญ
คำวินิจฉัยครั้งนี้มิใช่คำตัดสินว่าผู้ใดผิด แต่เป็นการเปิดประตูทางกฎหมายให้ผู้เสียหายเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของศาลที่มีเขตอำนาจ และสะท้อนหลักนิติธรรมว่า ไม่มีผู้ใดอยู่เหนือกฎหมาย แม้แต่ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระที่มีหน้าที่พิทักษ์ความสุจริตและเที่ยงธรรมของการเลือกตั้ง เพราะความยุติธรรมต้องเปิดโอกาสให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานอย่างอิสระ รอบด้าน และเป็นธรรม