“ศุภชัย” ซัด “โรม” ใช้ กมธ.การกฎหมายฯ เป็นเครื่องมือทำลายล้างทางการเมือง ลั่น มติต้องใช้ 8 เสียง อย่าเอาวาทกรรมอยู่เหนือกฎหมาย เย้ย เห็นชัดอนาคตริบหรี่ น่าเวทนาและน่าเสียดายแทน
วันที่ 7 พฤศจิกายน 2569 นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย สวนกลับ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร หลังยืนยันมติ กมธ. ถูกต้อง โดยนายศุภชัย ระบุข้อความว่า
ตนขอบคุณนายรังสิมันต์ โรม ที่ออกมายืนยันว่าการลงมติของคณะกรรมาธิการกฎหมายฯ ถูกต้อง ทั้งที่ข้อเท็จจริงหลายประการที่ตนได้แถลงไปกลับถูกนำเสนอแตกต่างออกไปอย่างมีนัยสำคัญ สิ่งนี้ยิ่งทำให้ตนตั้งคำถามว่า เป้าหมายของนายรังสิมันต์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน คือการทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาตามกฎหมาย หรือมุ่งใช้คณะกรรมาธิการเป็นเครื่องมือทำลายล้างทางการเมืองกันแน่
ประเด็นสำคัญที่ต้องตอบให้ชัด คือ คณะกรรมาธิการมีจำนวน 15 คน ไม่ใช่ 14 คน ตามที่นายโรมกล่าวอ้าง หากข้อบังคับกำหนดให้ใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของกรรมาธิการทั้งหมด ก็ต้องมีอย่างน้อย 8 เสียง ไม่ใช่ 7 เสียง แม้จะนับตามที่นายรังสิมันต์ กล่าวอ้างว่ามี 14 คน เสียงเกินกึ่งหนึ่งก็ยังต้องเป็น 8 เสียงอยู่ดี เพราะ 7 เสียงจาก 14 คน คือกึ่งหนึ่ง ไม่ใช่เกินกึ่งหนึ่ง
ที่สำคัญ ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมาธิการได้ทักท้วงเกี่ยวกับความถูกต้องของกระบวนการและการลงมติแล้ว แต่ประธานกรรมาธิการกลับยังยืนยันที่จะดำเนินการต่อไป ทั้งที่มีข้อทักท้วงดังกล่าว หากข้อเท็จจริงเป็นเช่นนี้ ย่อมเกิดคำถามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า นี่คือการใช้อำนาจประธานกรรมาธิการอย่างเป็นธรรมและเคารพข้อบังคับ หรือเป็นการใช้อำนาจตามอำเภอใจเพื่อให้ได้มติที่ตนเองต้องการ? ข้อบังคับก็คือข้อบังคับ ไม่ใช่สิ่งที่จะตีความเอาตามอำเภอใจเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ทางการเมืองที่ตนเองต้องการ
ส่วนการกล่าวหาว่าเป็นระบอบสีน้ำเงินนั้น ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่านายรังสิมันต์ หมกมุ่นอยู่กับการแบ่งแยกทางการเมืองด้วยสี จนตนอดสงสัยไม่ได้ว่ากำลังพยายามเปลี่ยนคณะกรรมาธิการกฎหมายฯ ให้กลายเป็นเครื่องมือของระบอบสีส้ม เพื่อสร้างกระแสและคะแนนนิยมในหมู่ผู้สนับสนุนของตนเองหรือไม่ คณะกรรมาธิการกฎหมายฯ ไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของนายรังสิมันต์ และไม่ใช่เวทีหาเสียงของพรรคการเมืองใด
สภาผู้แทนราษฎรเป็นสถาบันนิติบัญญัติที่มีหน้าที่ตรากฎหมาย ผู้ทำหน้าที่ในสภาจึงยิ่งต้องเคารพกฎหมายและข้อบังคับอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะผู้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการกฎหมายฯ คนที่มีหน้าที่ตรวจสอบการกระทำผิดกฎหมายของผู้อื่น ต้องเริ่มต้นจากการเคารพกฎหมายเสียก่อน
“อย่าใช้คำว่าตรวจสอบเป็นข้ออ้างในการใช้อำนาจตามอำเภอใจ และอย่าเอาวาทกรรมทางการเมืองมาอยู่เหนือข้อบังคับของสภา เพราะสภาผู้แทนราษฎรต้องปกครองด้วยกฎหมาย ไม่ใช่ด้วยอารมณ์ ความเกลียดชัง หรือสีเสื้อทางการเมืองของประธานกรรมาธิการคนใดคนหนึ่ง ผมเริ่มเห็นอย่างชัดเจนถึงอนาคตอันริบหรี่ของนายรังสิมันต์ โรม น่าเวทนาและน่าเสียดายแทน”