ทุกบาทต้องตอบโจทย์ประชาชน “ภราดร” เดินหน้าปฏิรูปงบประมาณปี 2571 เร่งทบทวนรายจ่ายซ้ำซ้อน ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ดึงเงินนอกงบประมาณมาใช้ให้คุ้มค่า


วันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงผลการประชุมรับฟังความคิดเห็นก่อนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2571 (Pre-Budget Consultation) ซึ่งสำนักงบประมาณจัดขึ้นเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 โดยมีผู้แทนฝ่ายนิติบัญญัติ ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมเข้าร่วมกว่า 600 คน ว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการปรับวิธีคิดในการจัดทำงบประมาณแผ่นดิน จากเดิมที่ให้ความสำคัญกับการพิจารณาคำของบประมาณของหน่วยงาน ไปสู่การตั้งคำถามว่า ประเทศจำเป็นต้องใช้เงินกับเรื่องใดมากที่สุด และประชาชนจะได้รับประโยชน์อย่างไร

นายภราดร กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญข้อจำกัดทางการคลัง ทั้งภาระรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น รายได้รัฐบาลที่มีข้อจำกัด และหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง ขณะที่ประเทศยังจำเป็นต้องลงทุนเพื่อยกระดับเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตประชาชน ดังนั้น การจัดทำงบประมาณปี 2571 จึงต้องให้ความสำคัญกับการทบทวนรายจ่ายเดิมควบคู่กับการจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณใหม่ ไม่ใช่เพียงการพิจารณาว่าหน่วยงานใดควรได้รับงบประมาณเพิ่มหรือลดลง

“ในภาวะที่ประเทศมีเงินจำกัด เราต้องกล้าทบทวนวิธีใช้เงินที่ทำกันมาเป็นเวลานาน บางเรื่องอาจเคยจำเป็น แต่วันนี้ต้องถามว่ายังจำเป็นอยู่หรือไม่ บางเรื่องหลายหน่วยงานทำซ้ำกัน เราจะลดความซ้ำซ้อนได้อย่างไร เพื่อให้มีงบประมาณเหลือไปใช้กับเรื่องที่ประชาชนต้องการจริงๆ”

ทั้งนี้ จากข้อเสนอในการประชุม สำนักงบประมาณมีประเด็นสำคัญที่จะต้องนำไปศึกษาและขับเคลื่อนต่อ โดยเฉพาะการทบทวนรายจ่ายที่ยากแก่การลดทอน ซึ่งเป็นภาระผูกพันระยะยาวของประเทศ ซึ่งสำนักงบประมาณจะให้ความสำคัญกับการปรับปรุงวิธีบริหารจัดการเพื่อลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น โดยไม่กระทบสิทธิและบริการที่ประชาชนควรได้รับ ตัวอย่างเช่น ด้านสาธารณสุข มีข้อเสนอให้ศึกษาการจัดซื้อยารวมระดับประเทศเพื่อลดต้นทุน และลดการตรวจรักษาที่ซ้ำซ้อน ด้านการศึกษา ต้องทบทวนการจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับจำนวนเด็กนักเรียนและสภาพพื้นที่ เพื่อให้ทรัพยากรทางการศึกษาถูกนำไปใช้พัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนอย่างแท้จริง โดยไม่ทำให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลเสียโอกาส ส่วนด้านสวัสดิการสังคม มีข้อเสนอให้พัฒนาฐานข้อมูลกลางเพื่อลดการได้รับสิทธิซ้ำซ้อน และทำให้ความช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลมากที่สุด

อีกประเด็นที่ให้ความสำคัญ คือ การบริหารเงินนอกงบประมาณของหน่วยงานภาครัฐ โดยจะผลักดันให้สำนักงบประมาณรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเงินนอกงบประมาณให้ครอบคลุมมากขึ้น ทั้งเงินสะสมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เงินนอกงบประมาณของหน่วยงานรัฐ และเงินกองทุนต่างๆ เพื่อให้เห็นภาพรวมทรัพยากรที่ภาครัฐมีอยู่ ก่อนพิจารณาจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม

“เราต้องมองเงินของประเทศทั้งระบบ ไม่ใช่มองเฉพาะเงินงบประมาณประจำปี หากหน่วยงานใดมีเงินสะสมอยู่แล้ว ก็ต้องพิจารณาว่าสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร ภายใต้กรอบกฎหมายและภารกิจของหน่วยงาน ขณะเดียวกัน กองทุนใดที่หมดภารกิจหรือมีการทำงานซ้ำซ้อน ก็ควรได้รับการทบทวน เพื่อให้ทรัพยากรของประเทศถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด”

สำหรับขั้นตอนต่อไป รัฐบาลและสำนักงบประมาณจะนำข้อเสนอจากการประชุม รวมถึงความคิดเห็นที่ได้รับผ่านระบบออนไลน์ ไปประกอบการจัดทำแผนการคลังระยะปานกลาง ปีงบประมาณ 2571-2574 ซึ่งมีกำหนดเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2569 และยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2571 ซึ่งมีกำหนดเสนอ ครม. ในวันที่ 1 ธันวาคม 2569