“วีระยุทธ” ชี้ไทยต้องเลิกกลัวตกขบวน กล้าต่อรองทุนข้ามชาติ แนะมาตรการภาษีอย่างเดียวไม่เพิ่ม Local Content ต้องออกแบบสั่งตัดรายอุตสาหกรรม


วันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชนและประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ กล่าวถึงการนำเสนอยุทธศาสตร์ “New Local Content Strategy” เพื่อเพิ่มมูลค่าให้เศรษฐกิจไทย บนเวที THE STANDARD ECONOMICS FORUM เมื่อวานนี้ (5 พฤศจิกายน) โดยชี้ว่าอุตสาหกรรมไทยจะสามารถเติบโตต่อไปได้ ต้องเริ่มต้นจากการเลิกกลัวตกขบวนเทคโนโลยี จนยอม “สปอยล์” บริษัทข้ามชาติทุกอย่าง แต่สุดท้ายกลับไม่มีเทคโนโลยีเป็นของตนเอง


ชี้ไทยติดกับดัก FOMO 

นายวีระยุทธเริ่มต้นด้วยการทบทวนบทเรียนการพัฒนาอุตสาหกรรมจากกลุ่มประเทศเสือเศรษฐกิจในเอเชีย เช่น เกาหลีใต้และไต้หวัน ซึ่งมีมาตรการ “บังคับ” ให้บริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนต้องร่วมทุนและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่บริษัทท้องถิ่น ขณะที่มาเลเซียและสิงคโปร์ซึ่งมีอำนาจต่อรองน้อยกว่า ได้เลือกใช้นโยบายสร้าง “แรงจูงใจเชิงบวก” ด้วยการช่วยอุดหนุนค่าจ้างแรงงานทักษะสูง สนับสนุนงบประมาณการส่งบุคลากรไปฝึกอบรมในต่างประเทศ ตลอดจนผลักดันให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่การผลิต จนส่งผลให้ในปัจจุบัน มาเลเซียมีผู้ผลิตที่สามารถแทรกตัวเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ได้ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ


ในทางตรงกันข้าม ประเทศไทยกลับไม่มีทิศทางยุทธศาสตร์การทำนโยบายอุตสาหกรรมที่ชัดเจน ซึ่งวีระยุทธแสดงความคิดเห็นว่า เป็นเพราะผู้กำหนดนโยบายของไทยมีทัศนคติที่ “กลัวตกขบวนเทคโนโลยี” มากจนเกินไป จนกลายเป็นการดำเนินนโยบายด้วยความรู้สึกแบบ “FOMO” (Fear of Missing Out) ที่พร้อมจะยอมตามเงื่อนไขของบริษัทต่างชาติแทบทุกอย่าง โดยขาดความกล้าหาญในการเจรจาต่อรองเพื่อดึงผลประโยชน์กลับคืนสู่เศรษฐกิจท้องถิ่น


ยุทธศาสตร์สร้างอุตสาหกรรม 3 มิติ 

นายวีระยุทธ เสนอว่า ในสถานการณ์ปัจจุบัน ประเทศไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ทั้งหมด โดยหันมาขับเคลื่อนด้วยยุทธศาสตร์ “New Local Content Strategy” ซึ่งให้ความสำคัญกับ 3 มิติหลัก ได้แก่


มิติที่หนึ่ง: อย่าหลงคิดว่าการใช้มาตรการทางภาษีเพียงอย่างเดียว เช่น การปรับขึ้นอัตราอากรนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) 35% จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการผลิตชิ้นส่วนภายในประเทศขึ้นได้เองโดยอัตโนมัติ รัฐบาลยังจำเป็นต้องมีมาตรการทางตรงเข้ามาสนับสนุนเพื่อสร้างอุตสาหกรรมควบคู่ไปด้วย


มิติที่สอง: การใช้มาตรการทางตรงต้องเป็นลักษณะ “สั่งตัด” (Tailor-made) ให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละอุตสาหกรรม โดยไม่จำกัดอยู่เพียงแค่การนับสัดส่วนการใช้วัตถุดิบหรือชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) แบบเดิมๆ เท่านั้น แต่ต้องนับรวมไปถึงการลงทุนเพื่ออนาคต เช่น การจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) ด้านพลังงานไฮโดรเจน หรือการร่วมพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับยานยนต์


มิติที่สาม: รัฐต้องจัดสรรงบประมาณให้เกิดความ “สมดุล” ทั้งในฝั่งอุปทาน (Supply) และฝั่งอุปสงค์ (Demand) ไม่ใช่มุ่งเน้นการอุดหนุนเฉพาะฝั่งผู้ซื้อเพียงด้านเดียว ดังเช่นกรณีที่ประเทศไทยเคยทุ่มงบประมาณอุดหนุนค่ายรถยนต์ไฟฟ้าไปแล้วกว่า 20,000 ล้านบาท แต่กลับแทบไม่มีการจัดเตรียมงบประมาณไว้สำหรับยกระดับและพัฒนาทักษะ (Upskill/Reskill) ให้แก่แรงงานไทยเพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่เลย


อย่าทิ้งนิติรัฐและการแข่งขันที่เป็นธรรม

ในช่วงท้าย นายวีระยุทธได้ส่งสัญญาณเตือนไปยังรัฐบาลเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจหลังจากนี้ว่า การแก้ปัญหาต้องลงมือทำอย่างจริงจังไปจนถึงระดับรากเหง้าของปัญหา ไม่ใช่เพียงการแสดงวิสัยทัศน์ที่ดูสวยหรูหรือก้าวหน้า แต่กลับละเลยไม่แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่เรื้อรังมาอย่างยาวนาน


นายวีระยุทธ ยกตัวอย่างว่า การสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนไม่ควรหยุดอยู่เพียงแค่การแถลงวิสัยทัศน์หรือการออกมาตรการส่งเสริมการลงทุนและเงินอุดหนุนเท่านั้น แต่ต้องลงลึกไปถึงการแก้ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายให้อยู่ภายใต้กรอบของหลักนิติรัฐและหลักธรรมาภิบาลอย่างเคร่งครัด ขณะเดียวกัน การส่งเสริมนวัตกรรมย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้จริง หากรัฐบาลไม่สามารถการันตีให้ตลาดเกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เล่นรายใหม่มีแรงจูงใจในการพัฒนาและผลิตสินค้าตลอดจนบริการที่ดีกว่า ออกมาแข่งขันในระบบเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน