“ศุภชัย” แถลงค้านมติ 7 เสียง กมธ.กฎหมายฯ ชี้ มิชอบ ปมเรียก “อนุทิน” แจงสภาฯ เล็งร้องเอาผิดจริยธรรม “โรม-กมธ.ซีกฝ่ายค้าน” เหน็บ ให้กลับมาอยู่ในที่ชอบๆ ไม่ใช่ไปที่ชอบๆ มากกว่าแต่ผิดกฎหมาย


เมื่อเวลา 11.20 น. วันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วย นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลา, นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สส.สุพรรณบุรี, นายฤทธิรงค์ ภูมิสวัสดิ์ สส.มหาสารคาม และ น.ส.รินทร์ลิตา อดิษะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ร่วมแถลงที่รัฐสภา ต่อกรณี กมธ.การกฎหมายฯ ลงมติเอกฉันท์ 7 เสียง เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ให้เรียก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาฯ หลังจากไม่ปฏิบัติตามกฎหมายอำนาจเรียกปี 2568 จากเหตุไม่สั่งการให้ นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง เข้าชี้แจงต่อ กมธ.การกฎหมายฯ ที่ตรวจสอบกรณีทุจริตโกงสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่น (สถ.) 

นายศุภชัย กล่าวว่า การลงมติของ กมธ.การกฎหมายฯ ซีกฝ่ายค้าน ที่นำโดย นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมกับ สส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็น กมธ. ไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยข้อบังคับ เพราะเป็นการลงมติที่ไม่ครบองค์ประชุมที่ต้องใช้ 8 คน จาก กมธ. ที่มีทั้งหมด 15 คน ซึ่งการประชุมขณะนั้นมี กมธ. อยู่ในห้อง 6 คน จึงให้เจ้าหน้าที่โทรศัพท์ตาม กมธ. จากพรรคประชาธิปัตย์มาร่วมโหวตอีก 1 คน โดยไม่ได้แจ้งหรือตามพวกตนมาร่วมโหวต จึงมีเจตนามุบมิบ การลงมติของ กมธ.การกฎหมาย ด้วยมติ 7 เสียงนี้ จึงไม่ชอบด้วยข้อบังคับและกฎหมาย ขัดรัฐธรรมนูญด้วย อีกทั้งทราบว่ามีเจ้าหน้าที่สำนักงานเลขาธิการสภาฯ ได้ทักท้วงแล้ว แต่นายรังสิมันต์ บอกว่าไม่ได้รับแจ้ง ทั้งที่ นายรังสิมันต์ ในฐานะประธาน กมธ. ต้องทำหน้าที่ให้เป็นกลาง โปร่งใส ยึดข้อบังคับและประมวลจริยธรรม 

“พวกผมจึงขอคัดค้าน และยังเตรียมพิจารณาประเด็นที่เข้าข่ายผิดจริยธรรม ทั้งประธาน กมธ. และ กมธ. ที่พฤติการณ์ร่วม สนับสนุน ที่จะยื่นให้กรรมการจริยธรรมสภาฯ ตรวจสอบ เพราะมีเจตนาตั้งใจให้เกิดความเสียหาย โดยมีข้อเท็จจริงอยู่ในบันทึกชวเลขรายงานการประชุม ผมเข้าใจเจตนาที่มุ่งการเมือง แต่การกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและข้อบังคับ สร้างความเสื่อมเสียต่อ กมธ.กฎหมายฯ โดยรวม ทั้งนี้ในประเด็นตรวจสอบการทุจริตโกงสอบท้องถิ่นนั้น ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของ กมธ.การกฎหมายฯ ที่จะดำเนินการในเรื่องนี้” 

เมื่อถามว่าในการประชุม กมธ.การกฎหมายฯ ครั้งต่อไป กมธ.ซีกพรรคภูมิใจไทย ต้องนั่งเฝ้าเพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยหรือไม่ นายศุภชัย ตอบว่า ต้องทำตรงไปตรงมา หากมีวาระใดที่ต้องลงมติ ต้องให้เจ้าหน้าที่ติดต่อ กมธ. ให้มาเข้าร่วมประชุม ตนเคยเป็นประธาน กมธ. ไม่เคยแยกฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นมีอยู่ใน กมธ.คณะนี้ ที่พยายามทำให้เป็นเรื่องการเมือง 

ส่วนคำถามว่ากังวลใจต่อการทำงานร่วมกันต่อไปหรือไม่ นายศุภชัย ระบุว่า ไม่กังวลอะไร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้การทำงานของ กมธ. ไม่สามารถเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ เพราะตั้งเป้าโจมตีรัฐบาล ทั้งนี้พวกตนมีหลายเรื่องที่รับร้องเรียนมา เช่น กรณีเอ็นจีโอรับเงินองค์กรระหว่างประเทศ ที่เตรียมเสนอให้ กมธ. พิจารณาว่าจะรับพิจารณาหรือไม่ หรือกรณีปัญหาสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่วันนี้เป็นการทำโดยประธาน กมธ. คนเดียว ตนไม่อยากให้ใช้อำนาจที่เข้าใจว่ามี แต่ที่จริงไม่มี เพราะหากทำต่อในสิ่งที่ไม่ชอบด้วยข้อบังคับ คือการลุแก่อำนาจ ที่ผ่านมาตนเคยทำงานร่วมกันได้อย่างดี แต่ด้วยอุดมการณ์วิธีที่ต่างกัน กลับละทิ้งแนวทางตามข้อบังคับ ทำให้บรรยากาศตึงเครียด ขอเรียกร้องให้มาอยู่ในที่ชอบๆ ไม่ใช่ไปที่ชอบๆ มากกว่า แต่ผิดกฎหมาย.