ข้อบังคับไม่ได้ให้อำนาจประธาน กมธ. เชิญบุคคล “ภราดร” ยันไม่มีระบอบน้ำเงิน มองฝ่ายค้านแค่โหมโรงอภิปรายไม่ไว้วางใจ งง ใช้อำนาจอะไรเชิญ “นายกฯ อนุทิน” ไปแจงห้องประชุมสภาฯ ถาม ใครกันแน่เผด็จการ


เมื่อเวลา 11.10 น. วันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงกรณี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ออกระเบียบให้ประธานกรรมาธิการ 35 คณะ ต้องมีมติก่อนเชิญบุคคลเข้าชี้แจง จนมีการวิจารณ์ว่าเหมือนมีการกินรวบจากฝ่ายบริหารไปจนถึงสภาฯ ว่า เข้าใจว่าน่าจะเป็นแนวทางหลักการสำหรับกรรมาธิการต่างๆ ไม่ได้มีอะไรใหม่ เป็นไปตามข้อบังคับและรัฐธรรมนูญ ปกติการทำหน้าที่ของกรรมาธิการเวลาจะหยิบยกประเด็นใดขึ้นมาพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ ตามข้อบังคับเขียนชัดเจนว่าให้กรรมาธิการมีอำนาจในการเชิญ แต่ไม่ได้เขียนว่าให้ประธานกรรมาธิการมีอำนาจเรียกหรือเชิญ ตนคิดว่าตรงนี้เป็นความชัดเจนอย่างหนึ่ง 

ส่วนที่หลายคนคิดว่าประธานมีอำนาจหน้าที่ในการบรรจุวาระนั้น ถูกต้อง แต่การบรรจุระเบียบวาระของประธาน ต้องเป็นความเห็นชอบจากที่ประชุม บางคนอ้างถึงในที่ประชุมสภาฯ ว่าทำไมประธานสภาฯ สามารถบรรจุระเบียบวาระใดๆ ได้ ซึ่งก่อนที่ประธานสภาฯจะบรรจุระเบียบวาระ ต้องหารือกับวิปเพื่อตกลงกันให้ชัดเจนว่าในแต่ละสัปดาห์ควรหยิบยกระเบียบวาระใดขึ้นมาพิจารณา ประธานมีอำนาจบรรจุจริง แต่การพิจารณาต่างๆ เป็นอำนาจของสภาฯ ระเบียบวาระของสภาฯ ที่จะพิจารณาเรื่องใดจะต้องมีความเห็นร่วมกัน เช่น พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จะต้องเสนอต่อที่ประชุมสภาฯ เพื่อให้มีมติว่าจะเลื่อนหรือเปลี่ยนแปลงระเบียบวาระหรือไม่ ซึ่งจะเห็นว่าเป็นอำนาจของสภาฯ โดยที่ประธานไม่มีอำนาจจะไปชี้ให้สภาฯ นำเรื่องที่อยู่ด้านท้ายของระเบียบวาระขึ้นมาพิจารณาก่อน ซึ่งข้อบังคับของคณะกรรมาธิการล้อกับข้อบังคับของที่ประชุมสภาฯ

ทางด้านคำถามว่า เรื่องนี้เลยเถิดถึงขั้นมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าระบอบน้ำเงินกินรวบฝ่ายนิติบัญญัติไปแล้วนั้น นายภราดร ระบุว่า ระบอบน้ำเงินจริงๆ มันไม่มี ตัวนายกรัฐมนตรี หรือหัวหน้าพรรคของตนก็ได้บอกไปแล้วว่า ระบอบน้ำเงินไม่มี มีแต่พรรคสีน้ำเงิน และตนได้พูดมาโดยตลอดว่าระบอบสีน้ำเงินเป็นเพียงวาทกรรม วันนี้ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดบ่อยๆ เพราะเป็นการโหมโรงก่อนที่จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่เรียกว่าบันเทิงธิปไตย จึงคิดว่าช่วงนี้เป็นการโหมโรงของเขา ก่อนที่จะไปถึงละครที่เขาจะไปทำการแสดงในวันที่ 7-11 ธันวาคม พร้อมย้ำว่าไม่มีระบอบสีน้ำเงิน 

เมื่อถามถึงกรณีที่ประชุมคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร มีมติ 7 ต่อ 0 เสียง ให้เชิญ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าชี้แจงกรณีต่อกรรมาธิการตาม พ.ร.บ.อำนาจเรียก แบบนี้ปฏิเสธไม่ได้ใช่หรือไม่ นายภราดร ตอบว่า กรรมาธิการจะเชิญบุคคลใดถือเป็นสิทธิของกรรมาธิการ การจะเชิญบุคคลใดไปชี้แจงจะต้องเป็นมติร่วมกันของกรรมาธิการ ตรงนี้เป็นสิทธิที่จะทำได้ แต่ต้องเป็นการเชิญไปชี้แจงในห้องกรรมาธิการ หากจะเชิญไปชี้แจงในห้องประชุมสภาฯ ตนไม่แน่ใจว่าใช้อำนาจแบบไหนหรือใช้ข้อบังคับข้อไหน 

นายภราดร กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมาไม่มีแบบนี้ ตนเชื่อว่าข้อบังคับก็ไม่มี จึงขอถามว่าเวลากล่าวหาคนอื่นว่าเป็นเผด็จการรัฐสภา เผด็จการประเทศ แต่ว่าเวลาตัวเองอยู่ในชั้นกรรมาธิการหรือเป็นประธานไม่เห็นถามความเห็นคนอื่นสักคำ แบบนี้ไม่เรียกเผด็จการหรือ คนจะเป็นเผด็จการหรือไม่วิธีทดสอบง่ายนิดเดียว ลองโยนอำนาจให้ไปอยู่ในมือของเขา แล้วเขาจะทำแบบไหน เพราะคนเป็นเผด็จการจะไม่รับฟังคนอื่นเมื่อมีอำนาจ และพร้อมที่จะใช้อำนาจทำแบบไหนก็ได้ตามอำเภอใจ ซึ่งตนคิดว่าไม่ใช่สิ่งที่พวกตนและรัฐบาลดำเนินการ ใครดำเนินการก็เห็นอยู่ 

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า แสดงว่านายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องไปชี้แจงก็ได้ใช่หรือไม่ นายภราดร เผยว่า ตนยังไม่เห็นรายละเอียดเลยตอบไม่ได้ แต่ถ้าเป็นในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างมากลงมติแล้ว จะเชิญบุคคลใดไปชี้แจงต่อสภาฯ ตนก็ถามว่าใช้อำนาจหรือข้อบังคับข้อไหน ปกติกรรมาธิการเมื่อเชิญก็จะเชิญหารือในกรรมาธิการ แต่ยังไม่เคยเห็นการเชิญมาชี้แจงในที่ประชุมสภาฯ โดยใช้อำนาจของประธานกรรมาธิการ

จัดทำงบ 71 เน้นลดงบขาดดุล 

นอกจากนี้ นายภราดร ในฐานะกำกับสำนักงบประมาณ ยังได้กล่าวถึงการเปิดรับฟังความคิดเห็นฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน ภาคเอกชน และหน่วยงานรัฐ เกี่ยวกับการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2571 (Pre-Budget Consultation) ว่า เป็นการเปิดรับฟังความคิดเห็นทุกภาคส่วน ก่อนขั้นตอนการทำคำของบประมาณและก่อนที่ทางสำนักงบประมาณจะพิจารณาจัดสรร โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตั้งเป้าว่าจะสร้างวินัยการคลังให้ประเทศ ส่วนการขาดดุลงบประมาณ จะพยายามทำให้ลดลง ซึ่งการเปิดรับฟังครั้งนี้ต้องการทำให้การจัดทำงบประมาณปี 2571 สมบูรณ์

อย่างไรก็ตาม ในคำถามว่าหลังการรับฟัง คิดว่างบประมาณ 2571 อะไรที่ควรปรับให้เหมาะสม นายภราดร กล่าวตอบว่า การรับฟังความคิดเห็น Pre-Budget Consultation วานนี้ (5 พฤศจิกายน) แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ซึ่งส่วนตัวคิดว่า สิ่งที่เข้มข้นคือเงินนอกงบประมาณ หรือเงินสะสมของหน่วยงานต่างๆ จะนำมาผสมกับเงินงบประมาณอย่างไร เพื่อให้ใช้งบประมาณในด้านนั้นลดลง.