“จุลพันธ์” เผยจ่อชง 5 มาตรการบริหารแรงงานต่างด้าว รองรับความต้องการภาคเอกชน ทั้ง MOU ยูเทิร์น ต่ออายุใบอนุญาตทำงานแรงงาน 3 สัญชาติ ผ่อนผันแรงงานสถานะไม่ถูกต้องกว่า 8 แสนคน 


วันที่ 6 พ.ย. 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการบริหารแรงงานต่างด้าว ว่า กระทรวงแรงงานได้หารือแนวทางขับเคลื่อนมาตรการบริหารจัดการแรงงานต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทยในหลายมิติ โดยมีวาระสำคัญและมีมติเห็นชอบมาตรการหลายเรื่อง เพื่อช่วยลดภาระของผู้ประกอบการและแรงงาน รวมถึงไม่ให้เกิดปัญหาการขาดช่วงของกำลังแรงงานในระบบเศรษฐกิจ


โดยเรื่องแรก คือมาตรการ MOU ยูเทิร์น ซึ่งเป็นมาตรการลดภาระให้กับผู้ประกอบการและแรงงานต่างด้าว เนื่องจากตามกฎหมายปกติ เมื่อแรงงานทำงานครบกำหนดสัญญา เช่น ระยะเวลา 2 ปี จะต้องเดินทางกลับประเทศต้นทางและอยู่ครบระยะเวลา 60 วัน ก่อนจะเดินทางกลับเข้ามาทำงานในประเทศไทยได้อีกครั้ง ซึ่งทำให้เกิดปัญหาความต้องการแรงงานของประเทศขาดช่วง กระทรวงแรงงานจึงได้หารือกับประเทศต้นทาง เช่น เมียนมาและลาว เพื่อเปิดทางให้ใช้มาตรการ MOU ยูเทิร์น โดยแรงงานยังจำเป็นต้องเดินทางกลับประเทศต้นทาง แต่เป็นการเดินทางกลับไปประทับตราเข้าและออกประเทศ หรือเหยียบแผ่นดินประเทศต้นทาง ก่อนเดินทางกลับเข้ามาทำงานในประเทศไทยได้ โดยไม่ต้องรอครบ 60 วันตามหลักเกณฑ์เดิม ซึ่งจะช่วยลดภาระของแรงงานและลดช่วงเวลาที่ไม่ได้ปฏิบัติงาน ทำให้ภาคเอกชนและกลไกเศรษฐกิจของไทยสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างสะดวกมากขึ้น


เรื่องที่สอง คือการแก้ไขปัญหาแรงงานด้วย 2 มาตรการ ได้แก่ การต่ออายุใบอนุญาตทำงานให้กับแรงงานตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 และวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ซึ่งใบอนุญาตทำงานจะสิ้นสุดลงในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม 2570 ตามลำดับ โดยจะขยายระยะเวลาการทำงานออกไปจนถึงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2572 อีกมาตรการหนึ่ง คือการผ่อนผันให้แรงงาน 3 สัญชาติ ซึ่งมีสถานะไม่ถูกต้องตามกฎหมายจำนวนประมาณ 800,000 คน สามารถอยู่ในประเทศไทยเป็นการชั่วคราว และได้รับอนุญาตให้ทำงานต่อได้อีก 1 ปี โดยทั้งสองมาตรการมีเป้าหมายเพื่อให้เกิดการจ้างงานอย่างต่อเนื่อง สนับสนุนนายจ้างและผู้ประกอบการที่มีความต้องการแรงงานต่างประเทศ และไม่ให้ธุรกรรมของภาคเอกชนได้รับผลกระทบ


เรื่องที่สาม คือการเพิ่มทางเลือกในการนำเข้าแรงงานจากประเทศศรีลังกา หลังจากประเทศไทยและศรีลังกาได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU ระหว่างกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการมีแรงงานกลุ่มใหม่เข้ามาทดแทนแรงงานที่ขาดแคลน โดยจะต้องดำเนินการร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงแรงงานและกระทรวงมหาดไทย รวมถึงหน่วยงานด้านตรวจคนเข้าเมือง


เรื่องที่สี่ เป็นข้อเสนอจากกระทรวงมหาดไทยในการเปิดโอกาสให้ผู้หนีภัยจากการสู้รบในเมียนมามีโอกาสเข้าสู่ตลาดแรงงาน โดยจะนำรายละเอียดเข้าสู่การพิจารณาเพิ่มเติม เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามกฎหมายอย่างถูกต้องและครบถ้วน เบื้องต้นเป็นการผ่อนผันให้ทำงานในพื้นที่ที่กำหนด โดยไม่ต้องมีใบอนุญาตทำงาน และขยายระยะเวลาการทำงานจากเดิม 1 ปี เป็น 2 ปี ซึ่งจะช่วยลดภาระของภาครัฐในการดูแลกลุ่มผู้หนีภัยจากการสู้รบ และเปิดโอกาสให้บุคคลกลุ่มนี้เข้าสู่ตลาดแรงงานได้ แต่หากมีการทำงานนอกพื้นที่ที่กำหนด จะต้องขออนุญาตให้ถูกต้องตามระเบียบ

ส่วนเรื่องที่ห้า เป็นการอำนวยความสะดวกให้ชาวต่างชาติเข้ามาจัดหรือเข้าร่วมกิจกรรมในประเทศไทย เนื่องจากที่ผ่านมา พบปัญหาในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การจัดคอนเสิร์ต หรือการประชุมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการประชุม IMF และธนาคารโลก ซึ่งมีชาวต่างชาติเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้บรรยาย หรือวิทยากร แต่ยังต้องดำเนินการขออนุญาตทำงาน ส่งผลให้เกิดภาระกับภาคเอกชนและผู้จัดกิจกรรม จึงมีแนวคิดกำหนดกิจกรรมบางประเภทให้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องขอใบอนุญาตทำงาน เช่น การเข้าร่วมประชุมหรือบรรยาย การสาธิตในการประชุม การอบรม การดูงาน การสัมมนา การแสดงศิลปวัฒนธรรม การแข่งขันกีฬา และกิจกรรมอื่นตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด


อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ยังไม่ได้รับการดำเนินการ เนื่องจากเป็นเพียงข้อเสนอที่นำเข้าสู่ที่ประชุม โดยทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องกลับไปตรวจสอบข้อกฎหมายและระเบียบของหน่วยงานตนเอง ก่อนนำกลับมาหารือร่วมกันในการประชุมครั้งถัดไป เพื่อกำหนดมาตรการให้มีความครบถ้วนต่อไป