รมว.อุตสาหกรรม เผยคืบปูพรมตรวจโรงงานกากอุตสาหกรรม 4 วัน 337 จาก 1,500 แห่ง ในพื้นที่เป้าหมาย 5 จังหวัด งัดกฎหมายสั่งฟันเด็ดขาด จ่อสรุปรายงานเข้า คกก.แก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ 11 พ.ย.นี้
วันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า นายภาสกร ชัยรัตน์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และนายเดชา จาตุธนานันท์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะหัวหน้าทีมเฉพาะกิจ รายงานความคืบหน้าในการลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรม (โรงงานลำดับที่ 105 และ 106) ว่า หลังจากที่ตนสั่งการขั้นเด็ดขาดให้กำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด พร้อมตั้งชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจนำโดยทีมผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่บัญชาการในแต่ละจังหวัด เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและถูกต้องตามกฎหมาย
จากการปูพรมลงพื้นที่เป้าหมาย 5 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ปราจีนบุรี และสมุทรปราการ ระหว่างวันที่ 2-5 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจสอบโรงงานไปแล้ว 337 แห่ง จากเป้าหมายทั้งหมด 1,500 แห่ง โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการในการเข้าตรวจพื้นที่เป็นอย่างดี
สำหรับผลการตรวจสอบพบว่า มีโรงงานหลายแห่งประกอบกิจการฝ่าฝืนกฎหมายและไม่เป็นไปตามเงื่อนไขการอนุญาต โดยพบความผิดหลักใน 3 ประเด็น ได้แก่
1. การติดตั้งหรือใช้เครื่องจักรไม่ตรงกับที่ได้รับอนุญาต
2. การละเว้นไม่ส่งรายงานตามที่กฎหมายกำหนด
3. ระบบบำบัดมลพิษไม่ได้มาตรฐาน
กรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้ดำเนินการขั้นเด็ดขาดทันที โดยออกคำสั่งทางปกครองตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 (มาตรา 37 และ 39) สั่งให้ระงับการกระทำ ปรับปรุงแก้ไข หรือสั่งหยุดประกอบกิจการชั่วคราว รวมถึงบังคับใช้ พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 (มาตรา 52 และ 54) เพื่อให้จัดการกับวัตถุอันตรายอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังดำเนินการตรวจสอบไปได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น จึงขอเวลาให้ชุดปฏิบัติการได้ทำงานอย่างต่อเนื่องเต็มที่ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย 1,500 แห่งทั่วประเทศ และจะมีการรายงานความคืบหน้าให้ทราบอย่างต่อเนื่อง ส่วนข้อมูล ผลการตรวจสอบ การออกคำสั่งทางปกครอง และการดำเนินคดีทั้งหมด จะสรุปเพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2569 นี้ ที่มี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน เพื่อกำหนดมาตรการและนโยบายในระดับชาติต่อไป.