“ภัทรพงษ์” ซัด “สุชาติ” ดึงเช็งประกาศเขตควบคุมมลพิษปราจีนฯ จี้ใช้ยาแรงให้นายกฯ สั่งการฉุกเฉิน ปูดรอบปีที่ผ่านมา คกก.สิ่งแวดล้อมแห่งชาติจัดประชุมแล้ว 3 ครั้ง แต่ รมว.ทส. ไม่เข้าสักครั้ง


วันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่กรมควบคุมมลพิษ รายงานความคืบหน้าต่อสื่อมวลชนว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เล็งเห็นว่าปัญหามลพิษทางน้ำจากกากอุตสาหกรรมใน จ.ปราจีนบุรี เป็นเรื่องเร่งด่วน จึงเตรียมเสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) อย่างเร็วที่สุดภายในสิ้นเดือนพฤศจิกายน หรือต้นเดือนธันวาคมนี้ เพื่อพิจารณาประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษ

นายภัทรพงษ์ กล่าวต่อไป การระบุเช่นนี้สะท้อนนิยามคำว่าเรื่องเร่งด่วนของรัฐบาลที่สวนทางกับความเป็นจริง และตอกย้ำให้เห็นถึงรูปแบบการทำงานที่ไร้ประสิทธิภาพอย่างยิ่ง โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาตนได้ตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจาต่อ นายสุชาติ ถึงวิกฤติมลพิษทางน้ำที่เกิดจากการชะล้างกากของเสียและสารเคมีอันตรายของโรงงานอุตสาหกรรม ซ้ำเติมสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี พร้อมทั้งได้ยื่นข้อเสนอแนะเชิงรุกอย่างชัดเจน ให้เร่งจัดทำแผนที่แสดงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบและแผนที่พื้นที่เสี่ยงภัยกรณีที่ไม่สามารถควบคุมการแพร่กระจายของมลพิษได้ ตลอดจนเร่งรัดแผนการจัดสรรงบประมาณ ทั้งงบกลางหรืองบจากกองทุนสิ่งแวดล้อม เพื่อนำมาใช้ในการบริหารจัดการและฟื้นฟูสภาพแวดล้อมอย่างทันท่วงที

นอกจากนี้ ตนยังได้เสนอแนะให้รัฐบาลใช้ยาแรง ตามมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ซึ่งบัญญัติไว้ชัดเจนว่า เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินต่อสาธารณชนอันเนื่องมาจากภัยธรรมชาติหรือภาวะมลพิษที่เกิดจากการแพร่กระจายของมลพิษ ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้จะเป็นอันตรายร้ายแรงต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพอนามัยของประชาชน ให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจเต็มในการสั่งการไปยังหน่วยงานราชการทุกภาคส่วนเพื่อควบคุม ระงับ หรือบรรเทาผลกระทบได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดทำแผนปฏิบัติการฉุกเฉินตามมาตรา 10 มารองรับไว้ล่วงหน้า เพื่อให้กลไกของรัฐสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างทันการณ์

ทั้งนี้ การที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ เพิ่งออกมาระบุว่าจะนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม กก.วล. ได้เร็วที่สุดคือช่วงสิ้นเดือนพฤศจิกายน สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมการทำงานที่ไม่เคยคิดเชิงรุก ทั้งที่หน่วยงานภาครัฐรับรู้ข้อมูลการรั่วไหลของมลพิษในพื้นที่ดังกล่าวมาตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุน้ำท่วม และในปัจจุบันความเสียหายได้ลุกลามจนประจักษ์ชัด แต่รัฐมนตรีก็ยังคงทำงานแบบตั้งรับ ไม่ได้ตอบสนองต่อวิกฤตการณ์อย่างจริงจัง เช่นเดียวกับทุกปัญหามลพิษที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน นายภัทรพงษ์ ยังเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในรอบปีที่ผ่านมา คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมีการจัดประชุมไปแล้ว 3 ครั้ง แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กลับไม่เคยเข้าร่วมการประชุมเลยแม้แต่ครั้งเดียว และไม่เคยนำปัญหามลพิษขนาดใหญ่ของประเทศเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุม โดยการประชุมครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา วาระหลักเป็นเพียงการพิจารณาอนุมัติรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) จำนวน 7 โครงการเท่านั้น ขณะที่ประชาชนในพื้นที่ร่วมกันลงชื่อกว่า 30,000 รายชื่อเพื่อเรียกร้องและขีดเส้นตายให้รัฐบาลเร่งจัดการภายใน 15 วัน แต่กระทรวงฯ กลับบอกให้ประชาชนรอการประชุมช่วงสิ้นเดือนพฤศจิกายน

“สารพิษพวกนี้ไม่รอให้รัฐมนตรีทำงานนะครับ ขยับอย่างเร่งด่วน เร่งคลอดแผนรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินตามมาตรา 10 และให้นายกรัฐมนตรีประกาศมาตรา 9 เพื่อให้จัดการเรื่องนี้เสมือนเรื่องเร่งด่วนจริงๆ ได้เสียทีครับ หากยังช้าแบบนี้จะไม่ต่างอะไรเลยกับการประกาศเขตควบคุมมลพิษกรณี PM2.5 แต่ไม่มีแผนไม่มีงบใดๆ เข้าไปจัดการมลพิษ”