อธิบดีกรมการปกครอง สั่งด่วน! ยกระดับมาตรการคุมเข้มชายแดนทั่วประเทศ บูรณาการฝ่ายปกครอง–ตำรวจ–ทหาร สกัดยาเสพติด สินค้าผิดกฎหมาย และการลักลอบเข้าเมือง ปิดช่องโหว่ขบวนการผิดกฎหมายตามแนวชายแดน


วันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง เปิดเผยว่า กรมการปกครองได้มีหนังสือด่วนที่สุด ที่ มท 0310.4/ว 37077 ลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 สั่งการปลัดจังหวัดในพื้นที่ชายแดนทั่วประเทศ ยกระดับมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาความมั่นคงในพื้นที่อำเภอชายแดน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยเน้นการเฝ้าระวัง ป้องกัน และปราบปรามการลักลอบนำเข้ายาเสพติด สินค้าผิดกฎหมาย การลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย รวมถึงการกระทำผิดกฎหมายอื่น ๆ ตามแนวชายแดนอย่างเข้มข้น เพื่อป้องกันและสกัดกั้นขบวนการกระทำผิดกฎหมายข้ามชาติ ตลอดจนรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่


อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวว่า การดำเนินงานครั้งนี้มุ่งเน้นการบูรณาการกำลังและข้อมูลข่าวสารระหว่างฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานด้านความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง โดยให้นายอำเภอในพื้นที่ชายแดนเป็นกลไกสำคัญในการประสานและขับเคลื่อนมาตรการเชิงรุก ทั้งการเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง การตั้งจุดตรวจและจุดสกัด การพัฒนาระบบข่าวในระดับหมู่บ้านและชุมชน ตลอดจนการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชน โดยกำหนดมาตรการสำคัญ 5 ด้าน ดังนี้


1. ยกระดับมาตรการปิดล้อมและสกัดกั้นพื้นที่ชายแดน (Seal Border) โดยบูรณาการกำลังฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง จัดตั้งจุดตรวจและจุดสกัดในพื้นที่สำคัญ โดยเฉพาะหมู่บ้านและชุมชนตามแนวชายแดน เพื่อป้องกันและสกัดกั้นการลักลอบนำเข้ายาเสพติด สินค้าผิดกฎหมาย การลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และการกระทำผิดกฎหมายอื่น ๆ โดยให้เริ่มเปิดปฏิบัติการตั้งแต่วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป


2. ยกระดับการเพิ่มประสิทธิภาพการข่าวและการเฝ้าระวังเชิงรุกในพื้นที่ โดยบูรณาการกลไกฝ่ายปกครองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการแจ้งข้อมูลข่าวสารและเบาะแสเกี่ยวกับยาเสพติดและการกระทำผิดกฎหมายตามแนวชายแดน พร้อมประสานแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถตรวจพบความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติและดำเนินการตรวจสอบ รวมถึงบังคับใช้กฎหมายต่อผู้กระทำผิดอย่างเคร่งครัด


3. เร่งเพิ่มประสิทธิภาพและความพร้อมของบุคลากรฝ่ายปกครองในระดับพื้นที่ ทั้งปลัดอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) โดยส่งเสริมความรู้ด้านความมั่นคง การเฝ้าระวังภัย และการปฏิบัติภารกิจร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคง ตลอดจนพัฒนาความพร้อมด้านกำลังพล องค์ความรู้ และทักษะที่จำเป็น เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ป้องกันและแก้ไขปัญหาความมั่นคงในพื้นที่ได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ


4. จัดทำแผนเผชิญเหตุและเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน โดยกำหนดผู้รับผิดชอบ ช่องทางการประสานงาน และแนวทางสนับสนุนการปฏิบัติร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจน พร้อมจัดทำฐานข้อมูลจุดผ่านแดนทุกประเภท ทั้งจุดผ่านแดนถาวร จุดผ่อนปรน จุดผ่านแดนชั่วคราว และช่องทางธรรมชาติ รวมถึงตรวจสอบเส้นทางคมนาคมที่เชื่อมโยงกับพื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะเส้นทางที่อาจถูกใช้ในการลักลอบขนยาเสพติด สินค้าผิดกฎหมาย และการลักลอบเข้าเมือง รวมถึงการกระทำผิดตามกฎหมายอื่นใด ตามแนวชายแดน


5. กำชับติดตามและรายงานผลการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง โดยให้นายอำเภอในพื้นที่ชายแดนรายงานผลการดำเนินมาตรการผ่านระบบ DOPA One Data ของกรมการปกครองเป็นประจำทุกวันพุธ เริ่มรายงานครั้งแรกวันที่ 11 พฤศจิกายน 2569 เพื่อให้กรมการปกครองสามารถติดตามสถานการณ์ ประเมินผลการปฏิบัติงาน และสนับสนุนการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด


อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวเพิ่มเติมว่า การรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะกลไกฝ่ายปกครองในระดับอำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ใกล้ชิดประชาชนและมีความเข้าใจสภาพพื้นที่ จึงได้กำชับให้นายอำเภอทุกพื้นที่ชายแดนให้ความสำคัญกับการปฏิบัติงานเชิงรุก บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานด้านความมั่นคงอย่างใกล้ชิด และใช้กลไกกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิก อส. และ ชรบ. เป็นเครือข่ายเฝ้าระวังและแจ้งเบาะแสการกระทำผิดกฎหมาย เพื่อให้การป้องกันและปราบปรามเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้แก่ประชาชน