“สส.กิตติพงษ์” พรรคประชาชน ชำแหละรายงาน พ.ร.บ.อุ้มหายฯ ชี้ช่องโหว่ซ้อมทรมานในค่ายทหารพุ่ง จี้ล้างวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด-ปกป้องพวกพ้องในกองทัพ


วันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 นายกิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมอภิปรายในวาระรับทราบรายงานสถานการณ์เกี่ยวกับการทรมาน การกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการกระทำให้บุคคลสูญหาย และรายงานผลการดำเนินการประจำปี 2566-2568 โดยมุ่งเน้นไปที่ประเด็นการซ้อมทรมานและกรณีที่มีพลทหารเสียชีวิตภายในค่ายทหาร ซึ่งในเล่มรายงานมีการระบุถึง 2 กรณีตัวอย่าง คือ พลทหารกิตติธร เวียงบรรพต และ พลทหารวรปรัชญ์ พัดมาสกุล

นายกิตติพงษ์ กล่าวชื่นชมการบังคับใช้ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ว่า ปัจจุบันถือเป็นกฎหมายฉบับเดียวที่เปิดทางให้นำเจ้าหน้าที่ทหารที่กระทำความผิดมาดำเนินคดีในศาลพลเรือนได้ ซึ่งกรณีของพลทหารกิตติธร และพลทหารวรปรัชญ์ ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนในการทวงคืนความยุติธรรมให้แก่ครอบครัวทหารชั้นผู้น้อย อย่างไรก็ดี แม้จะมีกฎหมายฉบับนี้แล้ว แต่สถิติและแนวโน้มการเสียชีวิตของพลทหารในค่ายทหารกลับยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียใจและสะท้อนว่าปัญหาเชิงโครงสร้างยังไม่ได้รับการแก้ไข

ปัจจุบันยังมีคดีพลทหารเสียชีวิตในค่ายทหารที่ยังคั่งค้างและอยู่ระหว่างการติดตามถึง 6 กรณี แบ่งเป็นกรณีที่ยืนยันว่าเกี่ยวข้องกับการซ้อมทรมาน 3 กรณี ได้แก่ 1. พลทหารเพชรรัตน์ กำลังยิ่ง ซึ่งในวันอังคารที่ 10 พฤศจิกายนนี้จะครบรอบ 1 ปีการเสียชีวิตที่ จ.ปราจีนบุรี และจะมีการจัดเวทีเสวนาทวงถามความยุติธรรม 2. พลทหารศิริวัฒน์ ใจดี และ 3. พลทหารวรปรัชญ์ พัดมาสกุล ซึ่งแม้ศาลจะมีคำพิพากษาลงโทษผู้กระทำผิดไปแล้ว แต่ครอบครัวยังติดใจและเตรียมใช้สิทธิตามมาตรา 42 เพื่อฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้บังคับบัญชาต่อไป ซึ่งในจุดนี้พบอุปสรรคสำคัญว่า หากเป็นการฟ้องเอาผิดพลทหารด้วยกัน ทางค่ายทหารจะให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่เมื่อใดที่เริ่มมีการฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้บังคับบัญชา การให้ความร่วมมือและการปฏิบัติต่อครอบครัวผู้เสียหายกลับเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด 

นอกจากนี้ ยังมีอีก 3 กรณีที่ยังเป็นข้อถกเถียงว่าเข้าข่ายการซ้อมทรมานหรือไม่ ได้แก่ พลทหารไดมอนด์ หรือ พลทหารพฤษภา วิมุตติธรรมชัย, พลทหารราเชน ยวามื่อ และกรณีล่าสุดที่เพิ่งเกิดขึ้น คือ พลทหารฐิติกร ป้องวันคำ ที่ จ.นครราชสีมา ตนขอเสนอแนะว่า หากเกิดเหตุพลทหารเสียชีวิตภายในค่ายทหาร กระบวนการตรวจสอบควรตั้งข้อสมมติฐานเบื้องต้นไว้ก่อนว่าอาจเกิดจากการซ้อมทรมาน เพื่อนำไปสู่การแสวงหาพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงทางนิติวิทยาศาสตร์อย่างละเอียด แทนการด่วนสรุปว่าเป็นอุบัติเหตุหรือปัญหาสุขภาพส่วนตัว

ขณะเดียวกัน นายกิตติพงษ์ ยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาและอุปสรรคสำคัญในการบังคับใช้กฎหมายในค่ายทหาร 5 ประการ ที่ยังไม่ปรากฏแนวทางแก้ไขที่ชัดเจนในรายงาน ได้แก่

1. ปัญหาขอบเขตอำนาจศาล เช่น ในกรณี พลทหารกิตติธร จำเลยได้ใช้สิทธิร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเรื่องขอบเขตอำนาจศาล ทำให้กระบวนการพิจารณาคดีในศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบต้องล่าช้าเนิ่นนานออกไป ซึ่งหากจะแก้ไขอย่างยั่งยืน ต้องเดินหน้าแก้ไข พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร เพื่อสร้างความชัดเจนไม่ให้ผู้กระทำผิดใช้ช่องว่างทางกฎหมายมาประวิงเวลา

2. การเข้าถึงพยานหลักฐานในเขตทหาร กองทัพเป็นพื้นที่ควบคุมด้านความมั่นคง ทำให้ทนายความและครอบครัวผู้เสียหายเข้าถึงพยานหลักฐานและกล้องวงจรปิดได้ยากลำบากอย่างยิ่ง หลายกรณีญาติจำต้องมาร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ช่วยใช้อำนาจเรียกเอกสารและเชิญหน่วยงานมาชี้แจง

3. วัฒนธรรมพ้นผิดลอยนวลและการปกป้องพวกพ้อง กองทัพมีความเป็นเอกภาพสูง ซึ่งถือเป็นข้อดีในการปฏิบัติภารกิจความมั่นคง แต่หากความเป็นเอกภาพนั้นถูกนำมาใช้เพื่อปกป้องพวกพ้อง และปกปิดการกระทำความผิด ก็จะกลายเป็นอุปสรรคขัดขวางกระบวนการยุติธรรม

4. ความเข้าใจกฎหมายของบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะการตีความองค์ประกอบความผิดฐานซ้อมทรมานของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการ เช่น กรณีพลทหารศิริวัฒน์ ที่ยังมีข้อถกเถียงในการสั่งฟ้อง ภาครัฐจึงจำเป็นต้องเร่งอบรมให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมอย่างเร่งด่วน

5. ปัญหาความรุนแรงจากพลทหารรุ่นพี่ หลายกรณีที่เกิดการทำร้ายร่างกายจนเสียชีวิตไม่ได้เกิดจากครูฝึก นายทหารประทวน หรือนายทหารสัญญาบัตรโดยตรง แต่เกิดจากระบบอำนาจนิยมระหว่างพลทหารรุ่นพี่กับรุ่นน้อง ซึ่งที่ผ่านมากองทัพมุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ตัวนายทหาร แต่ยังไม่มีมาตรการและข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมในการควบคุมและป้องกันพฤติกรรมความรุนแรงจากพลทหารรุ่นพี่เลย

ในช่วงท้าย นายกิตติพงษ์ ระบุว่า ขอฝากข้อสังเกตและข้อเสนอแนะทั้ง 5 ประการไปยังกระทรวงยุติธรรม กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ รวมถึงกระทรวงกลาโหม เพื่อนำไปปรับปรุงแนวทางปฏิบัติร่วมกันอย่างจริงจัง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารายงานในรอบปีถัดไป จะสะท้อนมาตรการเชิงรุกที่สามารถหยุดยั้งความสูญเสีย และทำให้ค่ายทหารเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยสำหรับลูกหลานของพี่น้องประชาชนทุกคนอย่างแท้จริง.