“นฤมาศ” สส.ชลบุรี ปชน. ซัดเลขาฯ EEC ตรรกะวิบัติ เสนอดันปราจีนฯ เข้า EEC เพื่อให้อยู่ใต้สปอตไลต์-นายทุนไม่กล้าลักลอบทิ้งขยะพิษ จี้สะสางปัญหาเก่าก่อนขยายพื้นที่
วันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 น.ส.นฤมาศ เปี่ยมบัณฑิต สส.ชลบุรี เขต 6 พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่ นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เตรียมผลักดันจังหวัดปราจีนบุรีเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก โดยระบุเหตุผลว่าการนำพื้นที่เข้ามาอยู่ใน “สปอตไลต์” ของการพัฒนา และจะทำให้ผู้ประกอบการไม่กล้าลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม
น.ส.นฤมาศกล่าวว่า ในฐานะผู้แทนราษฎรจากชลบุรี ซึ่งเป็นจังหวัดที่อยู่ใน EEC มาตั้งแต่วันแรก และติดตามปัญหากากของเสียอุตสาหกรรมและสารพิษปนเปื้อนมาอย่างต่อเนื่อง ตนขอโต้แย้งตรรกะดังกล่าวด้วยข้อมูลข้อเท็จจริงที่รัฐบาลเปิดเผยออกมาเอง โดยข้อมูลจากกระทรวงอุตสาหกรรมได้จัดพื้นที่เร่งด่วนกลุ่ม A ที่มีปัญหากากอุตสาหกรรมหนักที่สุดจนต้องเข้าไปตรวจสอบเป็นลำดับแรกไว้ 5 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ปราจีนบุรี และสมุทรปราการ ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนว่า 3 ใน 5 จังหวัดที่มีปัญหาวิกฤตที่สุด คือจังหวัดที่อยู่ใน EEC อยู่แล้ว และอยู่ภายใต้สปอตไลต์ของการลงทุนมาเกือบ 10 ปี หากการเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษทำให้คนทำผิดไม่กล้าทิ้งขยะพิษจริง ทั้ง 3 จังหวัดก็ไม่ควรติดอยู่ในบัญชีวิกฤตนี้ ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงสะท้อนชัดเจนว่า การเป็น EEC ไม่ได้ช่วยป้องกันการลักลอบทิ้งกากสารเคมีแต่อย่างใด และเมื่อโรงงานขยายตัวเพิ่มขึ้น ปริมาณกากของเสียอันตรายที่ต้องจัดการก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว
น.ส.นฤมาศกล่าวต่อไปถึงแนวคิดของเลขาธิการ EEC ที่ระบุว่าการพัฒนาต้องเดินควบคู่ไปกับการซ่อมแซม เพราะหากรอให้ทุกอย่างเรียบร้อยก่อนจะเสียโอกาสการลงทุน โดยกล่าวว่า ตนขอตั้งคำถามกลับว่า “โอกาสของใคร” เพราะคนที่ต้องแบกรับต้นทุนของการ ซ่อมไปพัฒนาไป คือประชาชนที่ต้องอยู่กับดิน น้ำ และอากาศที่ปนเปื้อนสารพิษในชีวิตประจำวัน การฟื้นฟูดินและน้ำใต้ดินที่ปนเปื้อนสารอันตรายต้องใช้เวลาหลายสิบปีและใช้งบประมาณสูงกว่าการป้องกันตั้งแต่ต้นหลายเท่า ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจุบันการประปาส่วนภูมิภาคยังต้องเฝ้าระวังสารปนเปื้อนในแหล่งน้ำดิบที่ อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี ซึ่งชี้ชัดว่าความเสี่ยงได้เข้าประชิดแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคของประชาชนแล้ว การเร่งขยายพื้นที่ลงทุนก่อนสะสางปัญหาเดิมให้เสร็จสิ้น จึงเท่ากับการนำชีวิตและสุขภาพของประชาชนไปวางเดิมพันกับคำสัญญาว่าจะตามแก้ปัญหาในภายหลัง
ส่วนกรณีการประโคมข่าวว่าปัญหากากขยะปราจีนบุรีจะจบ ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้นั้น น.ส.นฤมาศเห็นว่าเป็นการสื่อสารที่ทำให้สังคมเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะสิ่งที่กำลังจะเสร็จสิ้นมีเพียงแค่การตรวจเอกสารโรงงาน ไม่ใช่การกำจัดกากพิษที่ถูกลักลอบฝังกลบไปแล้ว ไม่ใช่การฟื้นฟูระบบนิเวศ และไม่ใช่การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ การเร่งตรวจโรงงานในกลุ่ม A และกลุ่ม B รวม 10 จังหวัดให้เสร็จสิ้นภายใน 3 สัปดาห์ จึงชวนให้ตั้งคำถามว่าเป็นการตรวจเพื่อค้นหาข้อเท็จจริง หรือเป็นเพียงการตรวจเอกสารให้ครบตามเป้าหมายของฝ่ายบริหารเท่านั้น ตนจึงขอเรียกร้องให้กระทรวงอุตสาหกรรมตอบคำถาม 3 ข้อต่อสาธารณะให้ชัดเจน ได้แก่
1. ผลการตรวจรายโรงงานจะมีการเปิดเผยอย่างโปร่งใสให้ประชาชนร่วมตรวจสอบหรือไม่
2. ค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูพื้นที่และแหล่งน้ำที่ปนเปื้อนสารเคมีไปแล้ว ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบจ่าย
3. หลังพ้นเดือนพฤศจิกายนไปแล้ว ใครจะเป็นเจ้าภาพหลักในการติดตามบังคับใช้กฎหมายให้โรงงานแก้ไขปรับปรุงจริง
น.ส.นฤมาศย้ำว่า ปัญหากากอุตสาหกรรมไม่ได้เกิดจากพื้นที่อยู่ห่างไกลสายตา แต่เกิดจากโครงสร้างทางกฎหมายที่ล้มเหลว ข้อมูลการปล่อยมลพิษถูกผูกขาดไว้เฉพาะหน่วยงานรัฐและผู้ประกอบการ ขณะที่ชุมชนผู้ได้รับผลกระทบกลับไม่มีสิทธิรับรู้ ทางออกที่ยั่งยืนจึงต้องเริ่มจากการผลักดันกฎหมายการรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม (กฎหมาย PRTR) การติดตั้งระบบติดตามรถขนส่งกากอุตสาหกรรมแบบเรียลไทม์ (GPS) ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง การบังคับให้ผู้ประกอบการโรงงานลำดับที่ 105 และ 106 ต้องวางหลักประกันทางการเงินสำหรับการฟื้นฟูความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม และการลงโทษตามหลักการผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle) ซึ่งหากประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลเดียวกับรัฐ ชุมชนทุกแห่งจะกลายเป็นสปอตไลต์ที่เฝ้าระวังมลพิษได้เอง โดยไม่ต้องรอให้ EEC ส่องเข้าไป
น.ส.นฤมาศกล่าวทิ้งท้ายว่า การพิจารณานำจังหวัดปราจีนบุรีเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ EEC จะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อกากพิษที่ถูกลักลอบทิ้งได้รับการกำจัดและพื้นที่ปนเปื้อนได้รับการฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์ ผลการตรวจสอบโรงงานต้องถูกเปิดเผยอย่างโปร่งใส และประชาชนในพื้นที่ต้องได้ร่วมตัดสินใจอย่างแท้จริง ทั้งนี้ ตนเห็นด้วยกับคำกล่าวของรัฐมนตรีวราวุธ ศิลปอาชา ที่ระบุว่า ความสำเร็จของการพัฒนาอุตสาหกรรมต้องไม่วัดเพียงแค่มูลค่าการลงทุนหรือจำนวนโรงงาน แต่ต้องคำนึงถึงประโยชน์ของชุมชนและสิ่งแวดล้อม จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลนำหลักการนี้มาใช้ในการตัดสินใจเรื่องการขยายพื้นที่ EEC อย่างจริงใจ ไม่ใช่ปล่อยให้ชุมชนต้องแบกรับมลพิษเพื่อแลกกับตัวเลขการลงทุนของกลุ่มทุน