“รังสิมันต์ โรม” เผย กมธ.กฎหมาย มีมติออกคำสั่งเรียกผู้ว่าฯ นราธิวาส ชี้แจงคดีลอบยิง “สส.กมลศักดิ์” พร้อมเรียกรายงานสอบข้อเท็จจริงจากกองทัพเรือ ปมอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุ
วันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร แถลงผลการประชุมกรรมาธิการฯ ติดตามความคืบหน้ากรณีลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ว่า ที่ประชุมมีมติออกคำสั่งเรียกผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสเข้าชี้แจง เนื่องจากมีข้อมูลหลายประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อการตรวจสอบข้อเท็จจริงและขยายผลไปถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังการสังหาร ซึ่งที่ผ่านมาได้มีหนังสือเชิญผู้ว่าราชการจังหวัดมาให้ข้อมูลหลายครั้ง แต่ไม่ได้รับความร่วมมือ
นอกจากนี้ กรรมาธิการฯ ยังมีมติเรียกคำพิพากษาคดีนายสุนทร พรหมภักดี และผลการสอบสวนทางวินัยใช้รถหลวง จากผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส และรายงานการสอบข้อเท็จจริงของกองทัพเรือ กรณีอาวุธปืนที่ใช้ยิงนายกมลศักดิ์ ซึ่งมีข้อมูลว่าเป็นอาวุธปืนของกองทัพเรือ โดยกองทัพเรือเคยชี้แจงว่ามีการทำลายและฝังกลบไปแล้ว แต่ข้อมูลที่กรรมาธิการได้รับกลับพบว่าอาวุธปืนดังกล่าวอาจยังไม่ได้ถูกทำลาย จึงต้องการให้กองทัพเรือชี้แจงข้อเท็จจริง พร้อมตรวจสอบว่าอาวุธปืนกระบอกอื่นที่อ้างว่าถูกทำลายไปแล้ว ถูกนำไปใช้ก่อเหตุในคดีอื่นหรือไม่
ส่วนกรณีข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์ นายรังสิมันต์ระบุว่า ผู้ให้บริการโทรศัพท์ทั้งทรูและเอไอเอส ต้องส่งข้อมูลให้ตำรวจภูธรภาค 9 อยู่แล้ว แต่กลับพบว่าคณะพนักงานสอบสวนต้องไปขอข้อมูลจากบริษัทผู้ให้บริการอีกครั้ง ทั้งที่ควรมีข้อมูลอยู่ในระบบ นอกจากนี้ ยังไม่มีคำชี้แจงชัดเจนว่าใครเป็นผู้มีสิทธิเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกตเรื่องระยะเวลาการจัดเก็บข้อมูล ซึ่งอาจทำให้ข้อมูลหมดอายุและส่งผลต่อการสืบสวนสอบสวน ทั้งที่ข้อมูลเหล่านี้ควรจัดเก็บไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี
ขณะที่คดีส่วนอื่น โดยเฉพาะกรณีนาวาตรี เดโช รัตนพันธุ์ ผู้ต้องหาในคดีร่วมกันหรือสนับสนุนลอบยิง ซึ่งมีคำสั่งไม่ฟ้องนั้น ปัจจุบันผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีความเห็นแย้งแล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณาของอัยการสูงสุด โดยหวังว่าจะมีคำสั่งฟ้องต่อไป อย่างไรก็ตาม มองว่าสำนวนที่ส่งไปมีข้ออ่อน ทำให้เกิดความเห็นไม่ตรงกันระหว่างพนักงานสอบสวนกับอัยการ และอาจเป็นช่องทางให้การขยายผลไปถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังไม่สามารถดำเนินการต่อได้ นอกจากนี้ ยังพบว่าพนักงานสอบสวนพิจารณาหมายเลขโทรศัพท์เพียง 11 หมายเลข ทั้งที่กรรมาธิการเชื่อว่ามีอีกไม่น้อยกว่า 30 หมายเลขที่ควรนำมาสืบสวนสอบสวนเพิ่มเติม
นายรังสิมันต์ ยังกล่าวถึงความล่าช้าของคดีว่า คดีนี้ไม่ใช่คดีธรรมดา และมีความซับซ้อนมากกว่าที่คิด พร้อมตั้งคำถามว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังเป็นใคร และมีอิทธิพลมากเพียงใด ถึงทำให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปอย่างล่าช้า โดยเฉพาะกรณีที่แม้แต่ระดับผู้บัญชาการตำรวจยังไม่สามารถชี้แจงได้ว่าใครเป็นผู้ถือกุญแจในการเข้าถึงข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์
ส่วนกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ยุติการสอบสวนเพื่อพิจารณาว่าจะรับคดีนี้เป็นคดีพิเศษหรือไม่นั้น นายรังสิมันต์ระบุว่า มีการตั้งคณะทำงานขึ้นเมื่อวันที่ 16 เมษายน ก่อนที่วันที่ 17 เมษายน ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ไปบ้านนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา และมีการพูดคุยกับนายกมลศักดิ์ ก่อนที่วันที่ 21 เมษายน จะมีคำสั่งยุติการสอบสวนของ DSI โดยมีข้อมูลในการประชุมว่า การยุติการสอบสวนเกิดขึ้นภายหลังนายกรัฐมนตรีกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจ
ทั้งนี้ นายรังสิมันต์เห็นว่า คดีดังกล่าวมีความซับซ้อนและมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง จึงควรเป็นคดีพิเศษ แต่กลับมีการยุติการสอบสวน ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าอาจมีความพยายามตัดตอนความรับผิดให้จำกัดอยู่เพียงผู้กระทำผิดบางส่วน
ส่วนกรณีกรรมาธิการในสัดส่วนรัฐบาลไม่เข้าร่วมประชุมนั้น นายรังสิมันต์ระบุว่า หากหมายถึงพรรคภูมิใจไทย ก็มีบางคนที่ไม่เข้าร่วม แต่ไม่ได้หมายถึงกรรมาธิการฝ่ายรัฐบาลทั้งหมด เนื่องจากยังมีนายทวี สอดส่อง และกรรมาธิการคนอื่นเข้าร่วมประชุมด้วย โดยได้กำชับฝ่ายเลขานุการว่า ต่อไปผู้ที่ไม่เข้าประชุมจะไม่ถือเป็นการลาโดยอัตโนมัติ แต่ต้องมีหนังสือลาอย่างเป็นทางการ หากไม่มีหนังสือลาจะถือว่าเป็นการขาดประชุม