“ธนเดช” จี้กลาโหมแก้ปัญหาโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลสัดส่วนทหารผ่านศึก ก่อนเซ็นสัญญารอบใหม่กลาง พ.ย. นี้ แฉ อผศ. รวบขายเอกชนราคาทุน ทำเงินสวัสดิการหายปีละ 250 ล้าน แต่ผู้บริหารรับโบนัสอู้ฟู่
วันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายธนเดช เพ็งสุข สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ได้ตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจาต่อ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ถึงปัญหาความไม่โปร่งใสในการบริหารจัดการโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) ซึ่งพบพฤติการณ์รวบรวมโควตาสลากไปจำหน่ายให้กลุ่มทุนเอกชนในราคาต้นทุน ส่งผลให้ทหารผ่านศึกและครอบครัวต้องสูญเสียโอกาสในการได้รับเงินสวัสดิการปีละเกือบ 250 ล้านบาท พร้อมเรียกร้องให้เร่งแก้ไขปัญหาก่อนที่จะมีการทำสัญญาจัดสรรสลากรอบใหม่ในเดือนพฤศจิกายนนี้
นายธนเดชระบุว่า ปัจจุบันสำนักงานจัดจำหน่ายสลากกินแบ่งและบุหรี่ของ อผศ. ได้รับโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดละ 10,988 เล่ม หรือประมาณ 1 ล้านฉบับ รวมปีละประมาณ 26 ล้านฉบับ โดยมีต้นทุนเนื้อสลากฉบับละ 68.80 บาท เมื่อบวกค่าบริหารจัดการตามระเบียบอีก 2% จะมีต้นทุนรวมอยู่ที่ฉบับละประมาณ 70.40 บาท แต่ในทางปฏิบัติ อผศ. กลับนำโควตาสลากทั้งหมดไปรวบขายต่อให้แก่เอกชนในราคาต้นทุน แทนที่จะบริหารจัดการเพื่อนำผลกำไรเข้าองค์กร ส่งผลให้ส่วนต่างกำไรที่ควรถูกนำไปจัดสรรเป็นสวัสดิการแก่พี่น้องทหารผ่านศึกสูญหายไปฉบับละ 9.60 บาท หรือคิดเป็นเม็ดเงินมหาศาลเกือบ 250 ล้านบาทต่อปี
นายธนเดชกล่าวต่อไปว่า ตนเคยตั้งกระทู้ถามถึงประเด็นนี้มาแล้วตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และได้รับคำมั่นจากรัฐมนตรีว่าจะนำโควตาสลากเข้าสู่ระบบดิจิทัล เพื่อตัดวงจรคนกลางและกระจายผลประโยชน์ให้ถึงมือทหารผ่านศึกอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่จนถึงปัจจุบันกลับยังไม่มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ตนจึงต้องติดตามทวงถามความรับผิดชอบ และเรียกร้องให้มีการตรวจสอบเอาผิดขบวนการที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
ด้าน พล.ท.อดุลย์ ชี้แจงว่า ตนเห็นด้วยกับหลักการนำสลากเข้าสู่ระบบดิจิทัล แต่ยังมีข้อกังวลเรื่องข้อกฎหมาย ข้อผูกพันตามสัญญาเดิม ตลอดจนความเสี่ยงกรณีจำหน่ายสลากไม่หมด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องและรายได้ที่ต้องนำไปดูแลทหารผ่านศึกกว่า 680,000 คนทั่วประเทศ เนื่องจากข้อมูลที่ผ่านมาพบว่าสลากดิจิทัลบางงวดยังมีสลากเหลือ จึงจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ส่วนการเอาผิดในอดีต ตนพร้อมดำเนินการตามผลสอบของ ป.ป.ช., ป.ป.ท., สตง. และ DSI โดยไม่มีการปกป้องผู้กระทำความผิด
จากนั้น นายธนเดชได้ซักถามขยี้ประเด็นเพิ่มเติมว่า หาก อผศ. ทำสัญญาขายสลากให้เอกชนในราคาต้นทุนจริง องค์กรจะมีกำไรมาดูแลทหารผ่านศึกได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น ตนยังพบรายชื่อบุคคล 130 รายที่ อผศ. ส่งให้สำนักงานสลากฯ ในฐานะตัวแทนผู้รับโควตา แต่เมื่อตรวจสอบเชิงลึกกลับพบว่าบุคคลเหล่านี้ไม่เคยได้รับสลากไปขายจริง เพียงแค่ถูกให้ลงชื่อเพื่อนำสิทธิมารวบส่งต่อให้เอกชน ซึ่งส่อพฤติการณ์ใช้นอมินีถือสิทธิแทนผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง โดยตนจะรวบรวมรายชื่อทั้งหมดส่งให้รัฐมนตรีตรวจสอบต่อไป
นอกจากนี้ นายธนเดชยังตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของการจ่าย “เงินโบนัส” ให้แก่ผู้บริหาร อผศ. ซึ่งเพียงแค่กิจการสำนักงานจัดจำหน่ายสลากกินแบ่งและบุหรี่ ผู้บริหารก็ได้รับเงินรางวัลไปแล้วประมาณ 80,000 บาทต่อสองไตรมาส หรือกว่า 160,000 บาทต่อปี และยังมีการจ่ายในลักษณะนี้ในอีกหลายกิจการ ทั้งที่ อผศ. มีสถานะเป็นองค์กรของรัฐเพื่อการกุศล ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ และมีพันธกิจหลักเพื่อสงเคราะห์ผู้เสียสละเพื่อชาติ ซึ่ง พล.ท.อดุลย์ ชี้แจงยอมรับว่าที่ผ่านมา สตง. เคยตรวจสอบพบการจ่ายเงินรางวัลเกินเกณฑ์และได้ปรับปรุงระเบียบแล้ว โดยตนพร้อมรับข้อสังเกตไปหารือเพื่อทบทวนการจ่ายเงินรางวัลให้เหมาะสมต่อไป
ในช่วงท้าย นายธนเดช เน้นย้ำว่า แรงจูงใจและผลประโยชน์ควรตกอยู่กับทหารผ่านศึกผู้เสียสละ ไม่ใช่ผู้บริหารองค์กร และถามย้ำอย่างตรงไปตรงมาว่า ในการทำสัญญาจัดสรรสลากรอบใหม่ช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนนี้ รัฐบาลจะยังปล่อยให้ อผศ. รวบโควตาไปประเคนให้เอกชนในราคาต้นทุนเหมือนเดิมหรือไม่ ซึ่ง พล.ท.อดุลย์ ตอบยืนยันว่า หากยังไม่มีความมั่นใจว่าการขายผ่านออนไลน์จะจำหน่ายได้หมด ก็จำเป็นต้องใช้รูปแบบการบริหารจัดการเดิมไปก่อน เพื่อป้องกันความเสียหายต่อรายได้ของรัฐ
นายธนเดช ได้กล่าวสรุปทิ้งท้ายด้วยว่า คำตอบของรัฐมนตรีที่ระบุว่าจะใช้ “รูปแบบเดิม”ต่อไป ถือเป็นสิ่งที่น่ากังวลที่สุด เพราะรูปแบบเดิมก็คือการรวบโควตาไปขายให้เอกชนในราคาต้นทุน ตนไม่ได้ติดขัดว่าจะต้องขายผ่านช่องทางใด แต่หัวใจสำคัญคือต้องมีส่วนต่างรายได้กลับมาเป็นสวัสดิการให้แก่ทหารผ่านศึก ไม่ใช่ปล่อยให้กลุ่มทุนเอกชนมาชุบมือเปิบจากโควตาที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสงเคราะห์ผู้เสียสละเพื่อแผ่นดิน จึงขอเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเร่งสั่งการแก้ไขปัญหานี้ให้เด็ดขาด ก่อนที่สัญญาฉบับใหม่จะถูกผูกมัดในอีกไม่กี่วันข้างหน้า