“จูรี” สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งกระทู้ถาม “โซลาร์ภาคประชาชน” วงเงินกู้ 2 แสนล้าน แพงเกินจริง-เอื้อนายทุน บี้ SME ดับ ลือหนักหักหัวคิว 3 หมื่น ที่เชียงใหม่


วันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายจูรี นุ่มแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจาถึงโครงการโซลาร์ภาคประชาชน ซึ่งเดิมตั้งใจตั้งกระทู้ถาม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ แต่เนื่องจากติดภารกิจ จึงมอบหมายให้ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มาเป็นผู้ชี้แจงและตอบกระทู้แทน


นายจูรี เริ่มต้นกระทู้แรกโดยระบุว่า แม้โครงการดังกล่าวจะระบุวัตถุประสงค์ไว้อย่างสวยงามเรื่องการสนับสนุนพลังงานสะอาด ลดภาระค่าไฟ และเปลี่ยนหลังคาบ้านเรือนให้เป็นแหล่งผลิตไฟฟ้า แต่เนื่องจากโครงการนี้ใช้เม็ดเงินมหาศาลจากการกู้เงินสูงถึง 200,000 ล้านบาท จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่สังคมจะเกิดความกังขาในเรื่องความโปร่งใส ว่าแท้จริงแล้วผลประโยชน์จะตกถึงมือประชาชน หรือไหลเข้ากระเป๋านายทุนและเป็นช่องทางให้นักการเมืองถอนทุน


นายจูรี ชี้ประเด็นสำคัญว่า รัฐบาลตั้งราคาแพ็กเกจติดตั้งโซลาร์เซลล์ขนาด 5 กิโลวัตต์ ให้ประชาชนในราคาชุดละ 140,000 บาท โดยรัฐอุดหนุนให้ 50,000 บาท ทั้งที่ในความเป็นจริง ปัจจุบันราคาในท้องตลาดสำหรับการติดตั้งขนาด 5 กิโลวัตต์พร้อมเงื่อนไขการรับประกันเดียวกัน อยู่ที่เพียงประมาณ 80,000 ถึงไม่เกิน 90,000 บาทเท่านั้น จึงขอตั้งคำถามว่า เหตุใดโครงการของรัฐจึงมีราคาสูงกว่าท้องตลาดมากขนาดนี้ และรัฐบาลเคยมองเห็นข้อเสียหรือความเสี่ยงที่ชาวบ้านต้องแบกรับบ้างหรือไม่


ในคำถามประเด็นต่อมา นายจูรี ได้สะท้อนเสียงความเดือดร้อนของผู้ประกอบการรายย่อยและ SME โดยระบุว่า เดิมทีรัฐบาลประกาศว่าโครงการนี้จะสร้างงานให้ผู้รับเหมารายเล็กได้ลืมตาอ้าปาก แต่ในทางปฏิบัติกลับออกเงื่อนไขที่สร้างอุปสรรค เช่น การเรียกเก็บเงินค้ำประกันสูงถึง 50,000 บาท ซึ่งเงินจะจมอยู่เป็นเวลานาน 3–6 เดือนกว่าจะผ่านกระบวนการอนุมัติ ทำให้ SME รายย่อยที่ไม่มีทุนสำรองหรือหลักทรัพย์ทำหนังสือค้ำประกันจากธนาคาร (Bank Guarantee) ไม่อาจเข้าแข่งขันกับกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ได้


นอกจากนี้ ในคู่มือประชาชนสำหรับโครงการโซลาร์ภาคประชาชน หมวด 4 ข้อ 4.2 ยังระบุเงื่อนไขให้การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เป็นผู้ให้บริการติดตั้งเอง หรือเป็นผู้ติดตั้งที่ขึ้นทะเบียนกับการไฟฟ้า ซึ่งการเปิดช่องให้หน่วยงานรัฐอย่างการไฟฟ้าลงมาเป็นผู้รับจ้างติดตั้งแข่งขันกับเอกชนรายย่อย ถือเป็นความไม่เป็นธรรมอย่างยิ่งต่อผู้ประกอบการท้องถิ่น

 

นายจูรี ยังได้ถามถึงกรอบเวลาการใช้เงินกู้ที่กำหนดให้โครงการแล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2570 กับเป้าหมายที่จะดึงชาวบ้านเข้าร่วมให้ได้ถึง 1 ล้านครัวเรือน โดยเทียบเคียงสถิติปีก่อนหน้าว่า ทั้งระบบมีศักยภาพในการติดตั้งและขนานไฟได้เพียงประมาณ 120,000 ครัวเรือนเท่านั้น เมื่อพิจารณาจากข้อจำกัดทางเวลาที่ต้องขนานไฟให้เสร็จภายในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2570 ก่อนปิดโครงการ จึงแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำได้ถึง 1 ล้านครัวเรือนตามเป้า


พร้อมกันนี้ ยังได้ถามถึงกระแสข่าวลือว่าฝ่ายรัฐบาลอาจแก้ปัญหาด้วยการแบ่งโควตาให้ สส. ฟากรัฐบาลจำนวน 200 คน ไปรวบรวมรายชื่อชาวบ้านมาให้ได้คนละ 5,000 รายชื่อ เพื่อเร่งปั่นตัวเลขให้ครบ 1 ล้านราย ซึ่งตนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะไม่ใช่เรื่องจริง เพราะการเร่งรีบเพื่อให้ครบยอดตามเป้าจะส่งผลให้มาตรฐานคุณภาพงานติดตั้งสูญเสียไป และเปิดช่องให้เกิดการทุจริตอย่างกว้างขวาง

 

ในช่วงท้ายการตั้งกระทู้ นายจูรี ได้ตั้งคำถามถึงกรณีที่มีข้อร้องเรียนเรื่องการเรียกรับหัวคิวในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีการส่งแบบสอบถามไปยังผู้ประกอบการรับติดตั้งว่า หากสนใจรับงานจะได้ค่าจ้างในราคาเพียง 110,000 บาท ทั้งที่วงเงินโครงการกำหนดไว้ที่ 140,000 บาท จึงเกิดคำถามตามมาว่า ส่วนต่างอีก 30,000 บาท หายไปไหน และเข้ากระเป๋าใคร ซึ่งพฤติการณ์โจ่งแจ้งเช่นนี้ ประชาชนย่อมมองว่าไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากไม่มีฝ่ายการเมืองหรือผู้มีอำนาจคอยชี้แนะและบงการอยู่เบื้องหลัง จึงขอเรียกร้องให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องชี้แจงข้อเท็จจริงในประเด็นนี้ให้สังคมได้รับทราบอย่างโปร่งใสต่อไป