“จักรภพ” ชี้ “ทรัมป์” สะเทือน หลังเลือกตั้งกลางเทอม แนะไทยรอทิศทางก่อนเจรจาภาษี เตือนจับตาสองปีท้ายอย่าให้กระทบไทย
วันที่ 5 พ.ย.2569 นายจักรภพ เพ็ญแข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย วิเคราะห์ผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกาว่า เป็นความพ่ายแพ้ที่สร้างบาดแผลทางการเมืองให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และเป็นสัญญาณสำคัญต่อการบริหารประเทศในช่วงสองปีที่เหลือ พร้อมเสนอให้ไทยประเมินทิศทางการเมืองสหรัฐฯ ให้ชัดเจนก่อนเดินหน้าเจรจาภาษีการค้า และติดตามผลกระทบต่อตลาดพลังงานอย่างใกล้ชิด
นายจักรภพ กล่าวว่า ตัวเลขผลเลือกตั้งเบื้องต้นที่นำมาประกอบการวิเคราะห์ในขณะนี้ พรรคเดโมแครตมีที่นั่งในวุฒิสภา 54 ที่นั่ง ขณะที่พรรครีพับลิกันมี 44 ที่นั่ง แม้ยังเป็นตัวเลขก่อนการรับรองผลอย่างเป็นทางการ แต่สามารถใช้ประเมินสถานการณ์และวางแผนเบื้องต้นได้ โดยประเด็นสำคัญหลังจากนี้คือ พรรคเดโมแครตจะเลือกใช้อำนาจทางการเมืองอย่างไรในการรับมือรัฐบาลทรัมป์
นายจักรภพ เห็นว่า พรรคเดโมแครตมีสองทางเลือกหลัก ทางแรกคือการเจรจาต่อรองกับทรัมป์ เพื่อผลักดันประเด็นสำคัญที่แต่ละฝ่ายต้องการ ซึ่งเป็นแนวทางที่ทรัมป์มีความถนัด แต่ต้องพิจารณาว่าข้อตกลงที่เกิดขึ้นจะทำให้แต่ละฝ่ายได้หรือเสียอะไรบ้าง
อีกทางเลือกหนึ่งคือการใช้กลไกคณะกรรมาธิการสอบสวนและไต่สวนการดำเนินงานของรัฐบาลทรัมป์ ในประเด็นที่พรรคเดโมแครตเห็นว่าอาจมีการกระทำผิด แนวทางนี้จะสร้างแรงกดดันต่อฝ่ายบริหารอย่างต่อเนื่อง และอาจลดความสามารถในการขับเคลื่อนนโยบายตลอดช่วงเวลาที่เหลือของรัฐบาล
นายจักรภพ เปรียบเทียบว่า การสอบสวนอย่างต่อเนื่องอาจทำให้ทรัมป์เสียเลือดทีละน้อย ทางการเมือง จนเข้าสู่ภาวะรัฐบาลเป็ดง่อย และส่งผลต่อความนิยมของพรรครีพับลิกันก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งถัดไป ดังนั้น แม้ประชาชนได้ส่งสัญญาณผ่านการลงคะแนนแล้ว แต่ความเข้มข้นของแรงกดดันหลังจากนี้จะขึ้นอยู่กับแนวทางที่พรรคเดโมแครตเลือกดำเนินการ
สำหรับประเทศไทย นายจักรภพกล่าวว่า มีสองประเด็นที่ต้องติดตามเป็นพิเศษ ได้แก่ ราคาพลังงานและการเจรจาภาษีการค้ากับสหรัฐฯ เพราะการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจทางการเมืองภายในสหรัฐฯ อาจส่งผลต่อทั้งท่าทีด้านต่างประเทศและอำนาจต่อรองของฝ่ายบริหาร
ด้านพลังงาน นายจักรภพประเมินว่า หากแรงกดดันทางการเมืองทำให้ทรัมป์มีข้อจำกัดมากขึ้นในการดำเนินนโยบายเกี่ยวกับสงคราม โดยเฉพาะความขัดแย้งกับอิหร่าน ก็อาจทำให้การซื้อขายและการเจรจาเรื่องปริมาณและราคาน้ำมันในตลาดโลกมีความยืดหยุ่นมากขึ้น รวมถึงอาจช่วยคลายความกังวลด้านน้ำมันและก๊าซ โดยเฉพาะก๊าซปิโตรเลียมเหลว หรือ LPG อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถประเมินขนาดของผลกระทบได้อย่างชัดเจน
ส่วนการเจรจาภาษีการค้า นายจักรภพ เสนอว่า ไทยควรรอให้สถานการณ์การเมืองสหรัฐฯ ตกผลึกระยะหนึ่ง เพื่อให้เห็นว่าพรรคเดโมแครตจะดำเนินการอย่างไร และรัฐบาลทรัมป์จะปรับท่าทีตอบสนองในทิศทางใด ก่อนกำหนดจังหวะและแนวทางเจรจาที่เหมาะสม
“อย่าเพิ่งเจรจาในตอนนี้ ให้เหตุการณ์ดำเนินไปสักพักก่อน ให้มีการเซตตัวก่อนว่าจะเล่นอย่างไร” นายจักรภพ กล่าวและว่า
การเจรจาการค้าของไทยเป็นการเจรจาระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล หรือ G2G คู่เจรจาจึงเป็นฝ่ายบริหารสหรัฐฯ ไทยจำเป็นต้องประเมินว่าแรงกดดันจากสภาคองเกรสจะส่งผลต่อการตัดสินใจและเงื่อนไขการเจรจาของรัฐบาลทรัมป์อย่างไร เพื่อนำมาประกอบการวางแผนรักษาผลประโยชน์ของประเทศ
นายจักรภพ ประเมินในช่วงท้ายว่า ผลเลือกตั้งครั้งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของอวสานทางการเมืองของทรัมป์ แต่ยังไม่ควรประมาท เพราะตลอดสองปีที่เหลือ ทรัมป์ยังสามารถใช้อำนาจและดำเนินนโยบายที่สร้างแรงกระเพื่อมได้อีกมาก ไทยจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือ และดูแลไม่ให้ผลกระทบจากการตัดสินใจของผู้นำสหรัฐฯ ลุกลามมาถึงประเทศไทย