“ออยศรี” บุกสภาฯ ยื่นร้อง กมธ.ปปง. รุกตรวจสอบเส้นเงินบริจาค “มูลนิธิองค์กรทำดี” ทนายเผย โทษอาญาสูงสุดถึง 20 ปี รวม 3 ข้อกล่าวหา ฐานฟอกเงินต่างกรรมต่างวาระ 


เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 ที่รัฐสภา น.ส.บุญยนุช แสงศรี หรือออยศรี ผู้บริหารบริษัทที่ปรึกษากฎหมาย ออยศรีและผองเผือก จำกัด พร้อมนายธนาคาร น้อยพิทักษ์ ทนายความ เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายพิทักษ์เดช เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันปราบปรามการฟอกเงิน และยาเสพติด สภาผู้แทนราษฎร(กมธ.ปปง.) เพื่อขอให้ตรวจสอบการใช้เงินบริจาคของมูลนิธิองค์กรทำดี ของ น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี


น.ส.บุญยนุช กล่าวว่า สืบเนื่องจากเรื่องเดิมเกี่ยวกับมูลนิธิของน.ส.ปนัดดา จึงมายื่นเรื่องต่อ กมธ.ที่เกี่ยวข้องให้ตรวจสอบเส้นเงินโดยมุ่งหวังให้เรื่องนี้ได้รับการให้ความสำคัญ และเป็นจุดเริ่มต้นครั้งใหญ่ของประเทศในการปรับปรุง ตรวจสอบ และป้องกันกลุ่มบุคคลที่นำความเดือดร้อนและน้ำใจของประชาชนไปใช้เพื่อหาประโยชน์ส่วนตัว


ขณะที่นายธนาคาร  ทนายความ กล่าวชี้แจงจุดประสงค์ทางกฎหมายว่า ที่มาร้องเพราะคู่กรณีได้ออกมาระบุให้ตรวจสอบ จึงได้นำเรื่องไปแจ้งความดำเนินคดีอาญาซึ่งไม่สามารถยอมความ หรือถอนคำฟ้องได้ โดยยื่นเรื่องนี้ร้องถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล และวันนี้ยื่นต่อ กมธ.ปปง. สภา เพื่อให้ตรวจสอบกรณีนี้ในทุกมิติ โดยระบุพฤติการณ์ตามที่มีการให้สัมภาษณ์ถึงการโอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวราว 300 ล้านบาท  และโอนให้สามีอีก 200 ล้านบาท รวมถึงการนำเงินไปซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตให้พ่อของตัวเองและซื้อทรัพย์สินอื่นส่วนตัว เราจึงเห็นว่าเป็นเรื่องที่ควรต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด


ด้านนายพิทักษ์เดช กล่าวหลังรับเรื่องว่า ตนจะนำเรื่องนี้เสนอต่อคณะผู้กลั่นกรองเพื่อพิจารณาว่าเข้าข่ายความผิดมูลฐานตามกรอบอำนาจหน้าที่ของ กมธ. ปปง.หรือไม่ ก่อนขอมติที่ประชุมในการดำเนินกระบวนการตรวจสอบ ซึ่งหากพบว่ามีข้อมูลเกี่ยวโยง จะดำเนินการเรียกหน่วยงานและผู้เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจงเพื่อความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ทั้งนี้ ที่ผ่านมา กมธ.ปปง. ได้ดำเนินการตรวจสอบสมาคมและมูลนิธิหลายแห่งที่รับเงินบริจาคแล้วไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่จดทะเบียนไว้บ้างแล้ว


ผู้สื่อข่าวถามถึงการตรวจสอบเส้นทางการเงิน น.ส.บุญยนุช  กล่าวว่า จุดเริ่มต้นมาจากสลิปโอนเงินส่วนตัวจำนวน 1,000 บาทของตนเองบริจาคให้มูลนิธินี้ ก่อนพบข้อมูลจากช่างเอ๋ซึ่งเป็นผู้รับโอนเงิน และพบพฤติการณ์ใช้บัญชีส่วนตัวสลับรับเงินบริจาคทำให้เข้าใจผิดว่า เป็นบัญชีมูลนิธิ จึงนำไปสู่การดำเนินคดีอาญา นอกจากนี้ได้ร่วมติดตามตรวจสอบมูลนิธิอื่นด้วย เช่น มูลนิธิแห่งหนึ่ง ซึ่งมีคำพิพากษาและประธานมูลนิธิยอมรับสารภาพว่า ปลอมลายเซ็นจัดตั้ง ทั้งยังพบการโอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัว บัญชีลูกชาย ภรรยาของลูกชาย และสามี รวมถึงกรณีของอาจารย์เบียร์ คนตื่นธรรม ที่ต้องตรวจสอบการขออนุญาตและการนำเงินไปซื้อที่ดินว่าตรงวัตถุประสงค์หรือไม่ ซึ่งแม้มีการลบโพสต์ในสื่อโซเชียลบางส่วนไปแล้ว แต่มีหลักฐานเก็บไว้ทั้งหมด ทั้งนี้ ตนยินดีหากทนายตั้มจะเข้ามาช่วยนำผู้เสียหายเข้ามาให้ข้อมูลต่อเจ้าหน้าที่กรณีมูลนิธินี้ของน.ส.ปนัดดา ถือว่าคนต่างช่วยประเทศชาติ


เมื่อถามถึงแนวทางดำเนินคดีด้านกฎหมาย นายธนาคาร  กล่าวว่า กรณีพยานหลักฐานโยงถึงเรื่องการโอนเงินให้สามี 200 ล้านบาท และโอนเข้าบัญชีส่วนตัวของน.ส.ปนัดดา 300 ล้านบาท ถือเป็นเรื่องการโกงเงินบริจาคของประชาชน ไม่ใช่เรื่องเงิน 10-20 ล้านบาท ซึ่งเข้าข่ายความผิด 3 ข้อหา ในหลายกรรมหลายวาระต่างกัน ทั้งกรณีฐานการฟอกเงินจากการใช้เงินนี้ไปซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตให้พ่อตัวเอง และซื้อของอื่นให้สามี มีอัตราโทษสูงสุดถึง 20 ปี โดยผู้ถูกร้องซึ่งเป็นผู้สั่งการทั้งหมด ไม่สามารถโยนความผิดให้สามีหรือบุคคลอื่นได้ ทั้งนี้ การแจ้งความดำเนินคดีได้ครอบคลุมผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งกรรมการมูลนิธิ, เลขาธิการ, เหรัญญิก รวมถึงที่ปรึกษากฎหมาย หากพบความผิด พนักงานสอบสวนสามารถออกหมายจับเพิ่มเติมได้ต่อเนื่องตามที่หลักฐานไปถึง