“รัดเกล้า” ชี้ สถานกักขังในไทยเกือบทุกจังหวัดตั้งอยู่ในเรือนจำ ดันร่างกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ ชงโมเดล Miranda Warning บังคับศาลแจ้งสิทธิเชิงรุก-ดึงระบบ Day Release แบบเยอรมนี แก้คุกล้น
วันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้ร่วมเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับยกเลิกการกักขังแทนค่าปรับ) กล่าวอภิปรายสรุปภาพรวมต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเคลียร์ข้อเข้าใจผิดและชี้ให้เห็นช่องโหว่สำคัญของระบบการลงโทษปรับในปัจจุบัน โดยชี้แจงข้อสังเกตที่มีสมาชิกรัฐสภาเข้าใจว่า การกักขังแทนค่าปรับ มีสถานที่แยกต่างหากจากเรือนจำ หรือสามารถนำไปฝากขังที่สถานีตำรวจได้นั้น ว่า ในทางปฏิบัติจริงห้องขังของตำรวจใช้ควบคุมตัวระหว่างสอบสวนได้ไม่เกิน 48 ชั่วโมงเท่านั้น ขณะที่สถานที่กักขังในประเทศไทยมีเพียง 5 จังหวัดเท่านั้นที่เป็นเอกเทศแยกจากเรือนจำ ได้แก่ ปทุมธานี ตราด ร้อยเอ็ด ลำปาง และนครศรีธรรมราช ส่วนอีก 70 กว่าจังหวัดที่เหลือ สถานที่กักขังล้วนตั้งอยู่ภายในแดนเรือนจำทั้งสิ้น
ดังนั้น ตัวหนังสือในกระดาษที่อ้างว่า ส่งไปกักขังไม่ใช่จำคุก จึงไม่ตรงกับความจริงเชิงประจักษ์ เพราะสุดท้ายประชาชนที่ไม่มีเงินจ่ายค่าปรับก็ถูกส่งตัวเข้าไปอยู่ในคุก ท่ามกลางภาวะวิกฤตเรือนจำล้นเกินศักยภาพรองรับไปแล้วถึง 131% เปรียบเสมือนแม่น้ำทุกสายกำลังพัดพาคนจนไปกองรวมกันอยู่ในคุก ซึ่งร่างกฎหมายของพรรคประชาธิปัตย์ถูกออกแบบมาให้เป็นทางสายกลาง ที่ใช้งานได้จริง โดยมีหลักการก้าวหน้าไม่ต่างจากร่างของพรรคอื่น แต่มีเครื่องมือบังคับคดีที่รอบคอบรัดกุมไม่แพ้ร่างของคณะรัฐมนตรี (ครม.) พร้อมสรุป 5 หลักการสำคัญ ได้แก่
1. โทษปรับต้องบังคับเอากับทรัพย์ ไม่ใช่เสรีภาพ สอดคล้องกับมติ ครม. เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2566 ที่เคยระบุว่าการกักขังแทนค่าปรับขัดต่อหลักนิติธรรม โทษปรับต้องจัดการด้วยทรัพย์สิน ไม่สามารถนำอิสรภาพของมนุษย์มาแลกเปลี่ยนหรือทดแทนกันได้
2. ทางเลือกมีอยู่จริง แต่เข้าไม่ถึงคนจน แม้จะมีระเบียบศาลตั้งแต่ปี 2545 และ 2563 แต่ในความเป็นจริงระบบเดิมล้มเหลว เพราะคนจนเข้าไม่ถึงกระบวนการ
3. ผลักภาระให้จำเลยยื่นคำร้องเองคือความล้มเหลว บทเรียนจากเกาหลีใต้ที่ให้จำเลยยื่นคำร้องเอง พบว่ามีผู้เข้าถึงสิทธิทำงานบริการสังคมไม่ถึง 1% และสุดท้าย 43.94% ต้องถูกส่งไปกักขัง พิสูจน์แล้วว่าระบบที่รอให้ชาวบ้านร้องขอเองใช้ไม่ได้ผล
4. การเก็บการกักขังไว้เป็นทางเลือกสุดท้าย สุดท้ายก็ขังคนจน เพราะเจ้าหน้าที่หน้างานจะเลือกวิธีที่สะดวกที่สุดและสั่งขังในที่สุด เหมือนเยอรมนีที่เคยใช้มาตรการนี้จนต้องยอมปฏิรูปลดวันกักขังลงครึ่งหนึ่ง ทั้งนี้ กฎหมายไทยตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 89/1 เปิดทางให้คุมขังนอกเรือนจำได้ หรือสามารถใช้กำไล EM และการกักบริเวณในบ้านได้ จึงไม่ควรจำกัดความคิดอยู่แค่การเอาคนเข้าคุก
5. วางระบบบันไดบังคับโทษปรับครบวงจร ให้โอกาสผ่อนชำระ หากจงใจเลี่ยงให้ยึดทรัพย์หรืออายัดสิทธิเรียกร้อง หากไม่มีเงินจริงให้ทำงานบริการสังคม
อย่างไรก็ตาม เพื่ออุดช่องโหว่ความกังวลว่าหากตัดโทษกักขังออกไป ศาลจะไม่สามารถดำเนินกระบวนการต่อได้ นางรัดเกล้า เสนอให้นำหลักการแจ้งสิทธิเตือนผู้ต้องหาเหมือน “Miranda Warning” ที่ตำรวจสากลใช้พูดเป็นสคริปต์ประจำ เช่น “You have the right to remain silent” มาปรับใช้ในกระบวนการพิจารณาคดีของศาล โดยกำหนดเป็นบทพูดบังคับให้ผู้พิพากษาต้องแจ้งสิทธิแก่จำเลยทันทีว่า มีสิทธิผ่อนชำระ มีสิทธิทำงานบริการสังคม และหากฝ่าฝืนจะมีมาตรการบังคับใช้อย่างไร ซึ่งเป็นมาตรการที่ไม่ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณและแก้ปัญหาความไม่รู้กฎหมายของประชาชนได้อย่างตรงจุด
พร้อมกันนี้ ยังได้นำเสนอโมเดลเรือนจำเปิดแบบ Day Release ของประเทศเยอรมนี ซึ่งอนุญาตให้ผู้ต้องขังในคดีที่ไม่ร้ายแรงสามารถออกไปประกอบอาชีพและใช้ชีวิตทำงานตามปกติในเวลากลางวัน เพื่อรักษาอาชีพและหารายได้มาจุนเจือครอบครัว ก่อนจะเดินทางกลับมานอนพักในสถานที่กักขังเฉพาะในเวลากลางคืนภายใต้การกำกับของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้ระบบครอบครัวต้องพังทลาย
ในตอนท้าย นางรัดเกล้า ยังได้เรียกร้องให้สภาผู้แทนราษฎรลงมติรับหลักการร่างกฎหมายทั้ง 5 ฉบับ เพื่อเปิดโอกาสให้คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้นำข้อดีของแต่ละร่างมาบูรณาการร่วมกัน พร้อมเชิญตัวแทนจากศาลยุติธรรม กรมคุมประพฤติ กรมราชทัณฑ์ อัยการสูงสุดภาคประชาสังคม และผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ มาร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เพื่อปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมไทยให้ก้าวหน้าอย่างแท้จริง ไม่วนเวียนหาทางออกอยู่ในอ่างปลาแบบเดิมอีกต่อไป.