ฝ่ายค้านซัดรัฐบาลงัดทุกกลไกเพื่อสกัดกั้น-แทรกแซง-คุกคามการตรวจสอบ แฉ 3 ขบวนการรวบอำนาจ คุม กมธ.-ตัดตอนคดีโกง สว.-ส่งสปายแวร์ส่องมือถือ


เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมแถลงข่าวเรื่อง “การสกัดกั้นและคุกคามการทำหน้าที่ตรวจสอบของฝ่ายค้าน” นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เราตั้งข้อสงสัยได้ว่าฝั่งรัฐบาลหรือผู้ที่มีอำนาจในระบอบสีน้ำเงินกำลังใช้กลไกที่เขาสามารถควบคุมได้ในการสกัด แทรกแซง คุกคามการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน 1.กรณีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ เห็นชอบแนวทางดำเนินงานของ กมธ.ทั้ง 35 คณะ จากนี้กมธ.จะทำอะไร ต้องผ่านเป็นมติเสมอ ซึ่งรัฐบาลถือเสียงข้างมาก ถ้าจะเอากันแบบนี้จริงๆ เท่ากับว่าเราไม่จำเป็นที่จะต้องมี สส. ฝ่ายค้าน ในการทำหน้าที่สภาฯ เลยใช่หรือไม่ แล้วต่อไปกมธ.ก็จะกลายเป็นเพียงแค่ตรายาง ในการประทับรับรอง สิ่งที่รัฐบาลทำผิด ให้กลายเป็นถูก 


ซัดยืมมือองค์กรอิสระแทรกแซงศาลยุติธรรม


นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า 2. ความพยายามในการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมในคดีโกง สว. จากกรณีข่าว กกต.มีมติ 5 ต่อ 2 เตรียมยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่าง กกต. และก็ศาลฎีกา ซึ่งนี่เป็นความพยายามในการใช้กลไกในองค์กรอิสระ เช่น กกต.ที่เราก็รู้ว่า กกต. เสียงข้างมากมาจากการเลือกของ สว.ชุดใด เพื่อไปยืมคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยว่า แม้ในกระบวนการไต่สวนของศาลฎีกาอาจจะพบพยานหลักฐานอะไรเพิ่มเติมที่ชี้ว่าอาจมีบุคคลอื่นใดอยู่ในกระบวนการการโกง สว.นี้แต่บุคคลเหล่านั้นบังเอิญไม่ได้อยู่ในคำร้อง 11 รายชื่อที่ กกต. ยื่นต่อศาลฎีกา เท่ากับว่า เราจะไม่สามารถเอาผิดบุคคลเหล่านั้นได้เลย นี่คือสิ่งที่เราทำให้เห็นชัดเลยว่าเครือข่ายระบอบสีน้ำเงิน กำลังจะใช้กลไกในองค์กรอิสระที่พวกเขาอาจจะมีอำนาจในการควบคุมได้ เป็นการพยายามไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมซึ่งอยู่ในศาลยุติธรรม


ถามลั่น ถูกรัฐโจมตีด้วยสปายแวร์ขั้นสูง

       

หัวหน้าพรรคประชาชนกล่าวว่า  3. ความพยายามในการคุกคามการทำหน้าที่ของ สส. ฝ่ายค้าน โดยเฉพาะตน และนายอภิสิทธิ์ ที่ได้รับข้อความแจ้งเตือน จาก Apple ว่า โทรศัพท์ของเรา มีความเสี่ยงที่อาจจะถูกโจมตีด้วยสปายแวร์ขั้นสูง ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มักถูกใช้ได้จากหน่วยงานที่เป็นรัฐบาลในระดับประเทศอย่างเดียวเท่านั้น เลยทำให้ตนอดสงสัยไม่ได้จริง ๆ จากความพยายามหลายพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นบังเอิญเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน ว่าขณะนี้ตนหรือนายอภิสิทธิ์กำลังจะถูกโจมตี ถูกคุกคามโดยรัฐบาลไทยหรือไม่ นี่เป็นปัญหาใหญ่จริง ๆ ที่พวกเราจะยอมไม่ได้ในการใช้อำนาจของรัฐบาลซึ่งจริงๆ ในฝ่ายนิติบัญญัติอาจจะผ่านประธานสภา ในการพยายามรวบอำนาจของกรรมาธิการ ในฝ่ายบริหาร



“อภิสิทธิ์”ดักทางส่อใช้อำนาจเสียงข้างมากยุบ กมธ.


ด้านนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนเคยเป็นผู้นำฝ่ายค้านฯ มาแล้วหลายสมัยในประเทศไทย ผ่านเหตุการณ์มาแล้วหลายอย่าง และทราบว่าทุกยุคทุกสมัยมีข้อจำกัดปัญหา อุปสรรคที่เกิดขึ้นจากการทำหน้าที่ตรวจสอบ และรัฐบาลในหลายยุคไม่นิยมให้มีใครมาตรวจสอบ แม้กระบวนการตรวจสอบจะเป็นองค์ประกอบของระบอบประชาธิปไตย ซึ่งนอกจากเรื่องของหนังสือเวียน ขณะนี้มีความพยายามในการเสนอแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภาโดยสมาชิกของพรรคภูมิใจไทย ถือเป็นความพยายามใช้มติเสียงข้างมากพิจารณา ซึ่งอาจสามารถไปถึงการพยายามยุบ กมธ. การเสนอเลือกประธานกมธ. โดยมติเสียงข้างมาก จากเดิมที่ใช้เป็นตกลงตามสัดส่วนของ สส.ได้ ดังนั้นดูเหมือนกับเป็นความพยายามต่อเนื่องที่ทำให้กลไกทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ ทำงานตรวจสอบยากขึ้นหรือทำงานไม่ได้ ทั้งที่ระบบรัฐสภาทั่วโลก ตามมาตรฐานสากล จะมีความระวังเรื่องการยึดเสียงข้างมากหรือข้อบังคับ แต่จะสร้างประเพณีวัฒนธรรมทางการเมืองเพื่อยอมรับการทำหน้าที่ของแต่ละฝ่าย 


แนะ ปธ.สภา ทบทวนคำสั่งคิดถึงศักดิ์ศรีฝ่ายนิติบัญญัติ


นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ฉะนั้นการออกหนังสือเวียนที่เกิดขึ้น แม้จะเป็นการเรียกประชุมประธานกมธ. 35 คณะ แต่ได้ให้ฝ่ายกฎหมายสรุปแนวทาง ตนขอแนะนำว่าให้ประธานสภาฯ เรียกประชุมอีกครั้งเพื่อทบทวนแนวคิดว่ามีประเด็นใดที่พอตกผลึก และนำไปสู่การปฏิบัติอย่างไร เช่น การบรรจุวาระควรใช้วิธีการหารือและแจ้งในที่ประชุม โดยไม่จำเป็นต้องใช้มติเพื่อให้เป็นธรรมทุกฝ่าย  ตนขอให้นายโสภณได้ส่งสัญญาณไปยังพรรคภูมิใจไทยด้วยว่าจะแก้ไขข้อบังคับอะไร ควรคำนึงถึงศักดิ์ศรีและหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ การแทรกแซงด้วยกระบวนการต่างๆ เช่น กรณีที่เกิดขึ้นกับนางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ถูกฟ้องร้องทั้งที่ไม่ได้เอ่ยชื่อ ถือเป็นเรื่องแปลกและผิดธรรมชาติ ที่บริษัทเอกชนใช้สิทธิทางกฎหมาย และทำตัวเป็นปฏิปักษ์กับฝ่ายการเมือง และขอให้นำคำแนะนำของประธานศาลฎีกามาพิจารณาต่อประเด็นฟ้องปิดปาก มาพิจารณาเพื่อให้นำไปสู่การปฏิบัติให้เป็นธรรม


ย้ำปมถูก“เพกาซัส”เจาะมือถือ อย่าให้เกิดจากรัฐบาล


”สำหรับกรณีที่มีการแจ้งเตือนภัยคุกคามการจรากรรมข้อมูลผ่านมือถือในหลายประเทศนั้นเคยมี ส่วนกรณีของผมและผู้นำฝ่ายค้าน ทางApple ระบุค่อนข้างชัดว่า สิ่งที่เขาเตือนในขณะนี้คือ การพยายามที่จะมุ่งเป้ามาสู่บุคคลด้วยเหตุผลในเรื่องของหน้าที่ การงานอาชีพ และสปายแวร์ที่เขายกตัวอย่างก็เป็นสปายแวร์ที่ขายเฉพาะภาครัฐ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงมากในการใช้ ทั้งนี้หากตนจำไม่ผิดเมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว มีคนไทยประมาณ 30-40 คน ที่เจอปัญหานี้มาแล้วและปัจจุบันก็ยังต่อสู้ในชั้นของศาลปกครองอยู่ แม้ว่าศาลแพ่งอาจจะยกคดีนั้นไปแล้วก็ตาม สิ่งที่ผมอยากย้ำคือ ผมใช้ไอโฟนมานาน  ผมก็ไม่เคยเจอข้อความแบบนี้ และแทบไม่เคยเจอใครที่รู้จักแล้วเจอข้อความแบบนี้ ดังนั้น ความพยายามที่จะมาอธิบายเสมือนว่าเกิดขึ้นทั่วไปในหลายประเทศ  ฉะนั้นจึงอยากให้ รมว.ดีอี เข้าใจสถานการณ์จริง เพราะคำแจ้งเตือนมีความชัดเจนในตัวของมันอยู่แล้ว สิ่งที่เราเรียกร้องมากกว่าคืออยากให้รัฐบาลยืนยันว่าหน่วยงานของรัฐฝ่ายความมั่นคงหรือหน่วยงานใดก็ตามไม่ได้มีการกระทำเช่นนี้“ นายอภิสิทธิ์ กล่าว


เมื่อถามถึงกรณี หนังสือเรียนเรื่องอำนาจกรรมาธิการ 35 คณะ ถือว่าผิดมาตรฐานจริยธรรมหรือไม่จะยื่นต่อป.ป.ช.หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า มีความพยายามอ้างถึงระเบียบห้องประชุมที่ผ่านมาระยะหนึ่ง ซึ่งถ้าจะอ้างว่ามีระเบียบแบบนั้นออกมาใช้นานแล้ว เท่ากับแนวปฏิบัติที่ผ่านมาของสภาหลายๆ ชุดไม่ถูกต้องตามระเบียบ ไม่ถูกต้องตามข้อบังคับใช่หรือไม่ ดังนั้นเรามองว่าเรื่องแนวปฏิบัติที่ออกมาล่าสุดนี้ เป็นความพยายามในการสกัดกั้นในการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านมากกว่า  ตนมองว่าการใช้อำนาจของประธานสภาแบบนี้อาจเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ ดังนั้นจึงอยู่ระหว่างการหารือร่วมกันของฝ่ายค้านว่าจะไปยื่นเรื่องต่อหน่วยงานใด เมื่อถามว่านายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย แถลงว่าควรเป็นเอกภาพไม่ควรแบ่งฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาลในชั้นกรรมาธิการ  นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า  การทำงานในเวทีกรรมาธิการ ต่างจากสภาใหญ่ คำว่า ทำงานร่วมกันได้นั้น หลักการสำคัญที่ละเมิดไม่ได้คือ เรื่องกลไกกรรมาธิการที่ฝ่ายนิติบัญญัติใช้อำนาจในการตรวจสอบฝ่ายบริหาร ถ้าจะอ้างว่า ควรจะต้องเป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว ทำให้กลไกฝ่ายค้านไม่ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลได้นั้น เป็นข้ออ้างที่ไม่สมเหตุผล 


“มาร์ค”เหน็บ อยากได้รูปแมว ขอกันดีๆ ใช้ใช้สปายแวร์เจาะ


เมื่อถามถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ และนายณัฐพงษ์ ได้รับคำเตือนว่าโทรศัพท์ไอโฟน ตกเป็นเป้าหมายความพยายามโจมตีด้วยสปายแวร์ กลุ่มตระกูลเพกาซัสแต่ รมว.ดีอี ระบุว่า ตรวจสอบแล้วว่า ไม่ใช่ถูกเพกาซัส แต่เป็นมัลแวร์ปกติที่เตือนบุคคลอื่นเช่นกัน  อีกทั้งจะมีการประชุมคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.)  พร้อมจะให้ข้อมูลหรือไม่  นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ตนกังวลใจ เพราะหลายๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ที่ได้รับการแจ้งเตือนว่าอาจถูกโจมตีโดยสปายแวร์ขั้นสูง อาจจะมาจากการกระทำของรัฐบาลประเทศไทยหรือไม่ ตนอาจจะไม่ค่อยสบายใจที่จะส่งเครื่องไอโฟนไปให้หน่วยงานของรัฐตรวจสอบ อาจจะกลายเป็นว่า ยิ่งเข้าถึงข้อมูลเราได้มากขึ้นหรือไม่  แต่จริงๆ จะมีองค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศในการตรวจสอบร่องรอยการถูกเจาะข้อมูลในเครื่องนี้   ซึ่งเราจะนำเครื่องเข้าไปตรวจสอบในส่วนนี้เช่นกัน ส่วนที่มีการระบุว่า เรื่องนี้มีการแจ้งเตือนกว่า 159 ประเทศทั่วโลกนั้น นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ยืนยันว่าเรื่องนี้มีเฉพาะบางคนที่โดนความพยายามในการเจาะแฮ็กเครื่อง ถึงจะได้ข้อความแจ้งเตือนเช่นนี้


ขณะที่นายอภิสิทธิ์ กล่าวเสริมว่า “สส.ฝ่ายค้านต้องระมัดระวัง เพราะเรื่องเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ยืนยันว่าไม่ได้ตนหวั่นไหวอะไรเพียงแค่ขอย้ำว่า อย่าให้เป็นเรื่องของการกระทำของรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐ เพราะนี่เป็นเรื่องที่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของรัฐบาล ถ้าอยากได้รูปแมว มาขอตนดีๆ ก็ได้  ไม่ต้องใช้เจาะสปายแวร์มาเจาะแบบนี้”