“นฤมาศ” ชำแหละมรดกคำสั่ง คสช. 4/2559 ปลดล็อกผังเมือง เปิดทางทุนขยะนอกยึดไทย ชี้แม้สภาฯ โหวตยกเลิกคำสั่งแล้ว แต่โรงงานพิษนับพันยังค้างคา จี้รัฐบาลทบทวนใบอนุญาตย้อนหลัง


วันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 น.ส.นฤมาศ เปี่ยมบัณฑิต สส.ชลบุรี เขต 6 พรรคประชาชน กล่าวถึงวิกฤตการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมและมลพิษอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคตะวันออกว่า ปัจจุบันประชาชนต้องเผชิญกับเหตุเพลิงไหม้โกดังเก็บกากอุตสาหกรรม ปัญหาน้ำเสีย และกลิ่นสารเคมีรั่วไหลอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เกิดเหตุกากสารเคมีจากโรงงานใน อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี รั่วไหลซ้ำเติมสถานการณ์น้ำท่วม จนนำไปสู่คำสั่งให้หยุดประกอบกิจการและสั่งปิดโรงงานหลายแห่ง


น.ส.นฤมาศกล่าวว่า การไล่ตามปิดโรงงานเป็นรายกรณีเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่ไม่ได้ตอบคำถามเชิงโครงสร้างว่า เหตุใดประเทศไทยจึงมีโรงงานคัดแยกและรีไซเคิลของเสียเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก และเหตุใดโรงงานเหล่านี้จึงสามารถไปตั้งอยู่ใจกลางพื้นที่เกษตรกรรม ริมแหล่งน้ำสาธารณะ และประชิดรั้วบ้านเรือนของประชาชนได้


พร้อมย้ำด้วยว่า จุดเริ่มต้นสำคัญของปัญหานี้มาจากการตัดสินใจเชิงนโยบายในอดีต โดยเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2559 หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 4/2559 ยกเว้นการบังคับใช้กฎกระทรวงผังเมืองรวมให้กับกิจการบางประเภท โดยเฉพาะโรงงานในกลุ่มบำบัดและกำจัดของเสีย ได้แก่ โรงงานลำดับที่ 101 (กำจัดของเสียอันตราย), โรงงานลำดับที่ 105 (คัดแยกหรือฝังกลบของเสีย) และโรงงานลำดับที่ 106 (นำของเสียมารีไซเคิลเป็นวัตถุดิบใหม่) ส่งผลให้กลไกผังเมืองรวมที่เคยใช้จำแนกโซนสีเพื่อปกป้องพื้นที่เกษตรกรรมและชุมชนถูกทำลายลงในทันที โรงงานอันตรายเหล่านี้จึงสามารถขอใบอนุญาตตั้งขึ้นที่ใดก็ได้ทั่วประเทศ ประกอบกับคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 9/2559 ที่เปิดทางให้ดำเนินโครงการบางประเภทได้ก่อนที่รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) จะได้รับความเห็นชอบ คำสั่งทั้งสองฉบับจึงทำหน้าที่เสมือนการเปิดประตูประเทศทิ้งไว้


จังหวะเวลาดังกล่าวประจวบเหมาะกับแรงกระแทกจากภายนอก เมื่อประเทศจีนประกาศนโยบาย “National Sword” ห้ามนำเข้าขยะมูลฝอยและเศษพลาสติกตั้งแต่ต้นปี 2561 ทำให้กลุ่มทุนและผู้ประกอบการขยะรีไซเคิลที่เคยปักหลักในจีนต้องหาฐานการผลิตแห่งใหม่ และประเทศไทยที่เพิ่งยกเว้นการบังคับใช้ผังเมืองกลายเป็นเป้าหมายหลัก ข้อมูลชี้ชัดว่าโรงงานรีไซเคิลจำนวนมากที่ตั้งขึ้นในไทยช่วงปี 2560–2561 มีกลุ่มทุนจากจีนอยู่เบื้องหลังเพื่อหลบเลี่ยงกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดในประเทศต้นทาง ส่งผลให้ตัวเลขการนำเข้าเศษพลาสติกของไทยในปี 2561 พุ่งสูงขึ้นราว 8 เท่า จากประมาณ 69,500 ตัน เป็นกว่า 552,900 ตัน และมียอดนำเข้ารวมระหว่างปี 2561–2564 มากกว่า 1.1 ล้านตัน ขณะที่ขยะอิเล็กทรอนิกส์ก็ไหลทะลักเข้ามาอย่างมหาศาล โดยที่มาตรการห้ามนำเข้าของรัฐบาลไทยกลับบังคับใช้ล่าช้าอย่างยิ่ง โดยแบนขยะอิเล็กทรอนิกส์ในเดือนกันยายน 2563 และเพิ่งมีคำสั่งห้ามนำเข้าเศษพลาสติกอย่างเด็ดขาดเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา ทำให้กลุ่มทุนเหล่านี้ตั้งหลักและขยายเครือข่ายโรงงานได้อย่างกว้างขวาง


น.ส.นฤมาศชี้ให้เห็นข้อมูลสถิติว่า เพียง 2 ปีหลังการบังคับใช้คำสั่งที่ 4/2559 มีโรงงานลำดับที่ 105 และ 106 เกิดขึ้นใหม่ทั่วประเทศถึง 516 แห่ง โดยเฉพาะจังหวัดฉะเชิงเทราเพิ่มขึ้นถึง 82 แห่ง และข้อมูลจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม ณ เดือนมีนาคม 2567 ระบุว่า ประเทศไทยมีโรงงานกลุ่มรับกำจัดหรือบำบัดของเสียรวมกันถึง 2,718 แห่ง ที่น่าตกใจคืออัตราส่วนระหว่างโรงงานที่ก่อให้เกิดของเสียต่อโรงงานที่รับจัดการของเสีย ลดลงจากเดิม 40 ต่อ 1 เหลือเพียง 26 ต่อ 1 ในปี 2566 สะท้อนว่าโรงงานรับขยะเติบโตรวดเร็วกว่าปริมาณของเสียอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นจริงภายในประเทศ ซึ่งมีของเสียอันตรายเข้าสู่ระบบกำจัดอย่างถูกต้องเพียงราว 3 แสนตันต่อปีเท่านั้น แสดงให้เห็นว่ามีขยะและของเสียอันตรายจากภายนอกประเทศถูกป้อนเข้าสู่ระบบอย่างผิดปกติ


น.ส.นฤมาศระบุต่อไปว่า โรงงานเหล่านี้กระจุกตัวหนาแน่นในภาคตะวันออก เช่น จ.ปราจีนบุรี มีโรงงานที่ได้รับใบอนุญาตภายใต้คำสั่งดังกล่าวถึง 105 แห่ง และกว่า 91 แห่งกระจุกอยู่ใน อ.กบินทร์บุรี และ อ.ศรีมหาโพธิ จึงไม่แปลกที่จะเกิดอุบัติภัยซ้ำซาก เช่น ไฟไหม้โรงงานรีไซเคิลที่ราชบุรี ระยอง และปราจีนบุรี รวมถึงการลักลอบนำขยะอิเล็กทรอนิกส์ไปซุกซ่อนในเขตป่าสงวน ซึ่งทั้งหมดไม่ใช่เหตุบังเอิญ แต่เป็นผลผลิตของโครงสร้างทางกฎหมายที่เอื้อให้โรงงานเกิดขึ้นง่ายแต่กลไกการตรวจสอบกำกับดูแลของรัฐตามไม่ทัน


น.ส.นฤมาศ ชี้ว่า แม้เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2568 สภาผู้แทนราษฎรจะได้ลงมติเห็นชอบให้ยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 4/2559 โดยให้มีผลทันทีหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งถือเป็นการปิดประตูความเสียหายที่เปิดค้างมากว่า 9 ปีครึ่ง แต่การปิดประตูไม่ได้ทำให้โรงงานนับพันแห่งและสารพิษที่ตกค้างในดินและน้ำสูญสลายไป การแก้ปัญหาจึงต้องเดินหน้าต่อด้วยมาตรการเชิงรุก คือ


1. รัฐบาลต้องตรวจสอบและทบทวนใบอนุญาตทุกใบที่ออกภายใต้คำสั่ง 4/2559 ย้อนหลังทั้งหมด โดยเฉพาะโรงงานที่ตั้งขัดกับหลักการผังเมืองเดิม

2. ตรวจสอบกระบวนการดำเนินงานจริงว่าประกอบกิจการตรงตามประเภทที่ได้รับอนุญาตหรือไม่ พร้อมเปิดเผยเส้นทางการออกใบอนุญาตให้สาธารณชนตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส

3. บังคับใช้หลักการผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle) ในการฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ไม่ใช่ปล่อยให้งบประมาณแผ่นดินและสุขภาพของประชาชนต้องมารับเคราะห์แทน

4. ยุติแนวคิดการขยายพื้นที่รองรับกากอุตสาหกรรมเพิ่มเติมในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จนกว่าจะมีมาตรการควบคุมและจัดการโรงงานที่มีอยู่เดิมได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยอย่างแท้จริง


พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยต้องไม่ถูกแปรสภาพให้กลายเป็นสถานที่รองรับกากขยะและมลพิษของโลก และประชาชนในพื้นที่ไม่ควรต้องเป็นผู้แบกรับต้นทุนทางสุขภาพและความสูญเสียจากการตัดสินใจเชิงนโยบายที่ไม่เคยผ่านการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตั้งแต่ต้น