สำนักงานเลขาธิการสภาฯ แจงแนวทางดำเนินงาน ปัด “จำกัดอำนาจประธาน กมธ.” เพียงอธิบายบทบัญญัติกฎหมายให้ชัดเจนในทางปฏิบัติ ชี้ การเรียกบุคคลให้ข้อมูลต้องเป็นตามมติ กมธ. ไม่ใช่อำนาจประธานโดยลำพัง
เมื่อเวลา 19.31 น. วันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ชี้แจงเรื่องแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการสามัญของสภาผู้แทนราษฎร จากกรณีมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ร้องเรียนเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งประธานสภาผู้แทนราษฎรได้นำเรื่องดังกล่าวหารือร่วมกันในการประชุมประธาน
สภาผู้แทนราษฎร และประธานคณะกรรมาธิการสามัญของสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 โดยที่ประชุมมอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจัดทำแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการสามัญของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้การดำเนินงานของคณะกรรมาธิการสามัญทั้ง 35 คณะ เป็นมาตรฐานเดียวกัน สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร โดยสำนักกรรมาธิการทั้งสามสำนัก ได้แก่ สำนักกรรมาธิการ 1 สำนักกรรมาธิการ 2 และสำนักกรรมาธิการ 3 ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมาธิการทุกคณะได้เสนอแนวทางการดำเนินงาน และประธานสภาผู้แทนราษฎรมีดำริเห็นชอบแนวทางดังกล่าว ดังที่ปรากฏเป็นข่าว และเกิดข้อคิดเห็นในสังคมนั้น
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ขอเรียนว่า เนื่องจากรัฐธรรมนูญและข้อบังคับ การประชุมสภาผู้แทนราษฎรมิได้กำหนดเกี่ยวกับการประชุมของคณะกรรมาธิการบางเรื่องไว้เป็นการเฉพาะ จึงต้องนำข้อบังคับการประชุมฯ ส่วนของการประชุมสภามาใช้บังคับกับการประชุมคณะกรรมาธิการโดยอนุโลม แต่เนื่องจากที่ผ่านมาในทางปฏิบัติไม่มีผู้โต้แย้งเกี่ยวกับการดำเนินการของคณะกรรมาธิการ ส่งผลให้ไม่มีการกำหนดแนวทางการดำเนินงานไว้อย่างชัดเจน จนอาจเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนและทำให้การดำเนินงานของฝ่ายเลขานุการคณะกรรมาธิการแตกต่างกัน แต่เมื่อมีการโต้แย้งขึ้น สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจึงได้จัดทำแนวทางการดำเนินงานดังกล่าวเสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้การปฏิบัติงานของฝ่ายเลขานุการเป็นไปในแนวทางเดียวกัน โดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรขออธิบายเพื่อให้เกิดความเข้าใจต่อสาธารณชน ดังนี้
1. แนวทางการดำเนินงานดังกล่าวมิได้เป็นการจำกัดอำนาจของประธานคณะกรรมาธิการ เป็นเพียงการอธิบายบทบัญญัติของกฎหมายให้เกิดความชัดเจนในทางปฏิบัติ ลดข้อโต้แย้งระหว่างกรรมาธิการด้วยกัน เพื่อให้การดำเนินงานของคณะกรรมาธิการแต่ละคณะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
2. การนัดประชุมคณะกรรมาธิการที่ผ่านมา โดยหลักเป็นไปตามมติของคณะกรรมาธิการ โดยในการประชุมคณะกรรมาธิการครั้งแรก ที่ประชุมจะกำหนดว่าจะนัดประชุมคณะกรรมาธิการในวันใดของแต่ละสัปดาห์ เช่น ทุกวันพุธช่วงเช้า หรือทุกวันพฤหัสช่วงเช้า เป็นต้น ทั้งนี้ ประธานคณะกรรมาธิการอาจกำหนดนัดประชุมคณะกรรมาธิการเป็นพิเศษได้หากมีเหตุจำเป็น เช่น กรณีคณะกรรมาธิการได้งดประชุมไประยะหนึ่ง ประธานคณะกรรมาธิการก็มีอำนาจนัดประชุมได้
3. การบรรจุระเบียบวาระการประชุมของคณะกรรมาธิการ เนื่องจากข้อบังคับการประชุมไม่ได้กำหนดระเบียบวาระการประชุมของคณะกรรมาธิการไว้เป็นการเฉพาะ ในทางปฏิบัติคณะกรรมาธิการได้กำหนดวาระการพิจารณาออกเป็น 4 วาระ คือ
(1) ระเบียบวาระที่ 1 เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม
(2) ระเบียบวาระที่ 2 รับรองบันทึกการประชุม
(3) ระเบียบวาระที่ 3 เรื่องพิจารณา
(4) ระเบียบวาระที่ 4 เรื่องอื่นๆ
ทั้งนี้ ในการพิจารณาศึกษาหรือดำเนินการต่างๆ ของคณะกรรมาธิการ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 129 ซึ่งคณะกรรมาธิการอาจเรียกบุคคลมาให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการ จะถูกบรรจุในระเบียบวาระที่ 3 เรื่องพิจารณา ดังนั้น การดำเนินการต่างๆ ในวาระนี้ จึงต้องเป็นไปตามมติของคณะกรรมาธิการ เนื่องจากการเชิญหรือเรียกบุคคลตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมฯ กำหนดให้เป็นอำนาจของคณะกรรมาธิการ มิได้เป็นอำนาจของประธานคณะกรรมาธิการโดยลำพัง
สำหรับอำนาจบรรจุระเบียบวาระของประธานคณะกรรมาธิการนั้น ประธานคณะกรรมาธิการจะมีอำนาจบรรจุระเบียบวาระในเรื่องใด จะต้องมีกฎหมายกำหนดให้อำนาจไว้ เช่น รายงานการศึกษาของคณะอนุกรรมาธิการเมื่อพิจารณาเสร็จแล้ว ตามข้อบังคับการประชุมฯ ข้อ 96 กำหนดให้ต้องรายงานต่อคณะกรรมาธิการ ประธานคณะกรรมาธิการจึงมีอำนาจบรรจุเรื่องดังกล่าวในระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องพิจารณาได้ เป็นต้น
โดยในเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ได้กำหนดไว้ ประธานคณะกรรมาธิการก็มีอำนาจบรรจุระเบียบวาระการประชุมในระเบียบวาระที่ 1 เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม และระเบียบวาระที่ 4 เรื่องอื่น ๆ ซึ่งในระเบียบวาระเรื่องอื่นๆ นี้จะต้องเป็นเรื่องที่อยู่ในกรอบหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิการ เพื่อให้คณะกรรมาธิการพิจารณามีมติร่วมกันว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เช่น การพิจารณาเรื่องร้องเรียนว่าอยู่ในหน้าที่และอำนาจหรือไม่ การพิจารณาแนวทางการดำเนินงานต่างๆ ของคณะกรรมาธิการ เป็นต้น แต่ประธานคณะกรรมาธิการไม่อาจเรียกหรือเชิญบุคคลหรือผู้แทนหน่วยงานใดเข้าให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการในระเบียบวาระนี้ได้
4. การเรียกบุคคลหรือเอกสารของคณะกรรมาธิการ เนื่องจากรัฐธรรมนูญ มาตรา 129 กำหนดให้อำนาจเรียกบุคคลหรือเอกสารเป็นของคณะกรรมาธิการ การใช้อำนาจดังกล่าวจึงต้องเป็นไปตามมติของคณะกรรมาธิการเท่านั้น ประกอบกับศาลรัฐธรรมนูญได้เคยมีคำวินิจฉัยที่ 17/2563 ว่าอำนาจเรียกเป็นการเชิญหรือการขอความร่วมมือ ดังนั้น ไม่ว่าจะใช้ถ้อยคำในหนังสืออย่างไร ก็เป็นการใช้อำนาจเรียกตามรัฐธรรมนูญมาตรา 129 ทั้งสิ้น ประธานคณะกรรมาธิการจึงไม่อาจกระทำได้เพียงลำพัง
5. การพิจารณาเรื่องเกี่ยวข้องกันของคณะกรรมาธิการ รัฐธรรมนูญ มาตรา 129 กำหนดห้ามมิให้คณะกรรมาธิการพิจารณาศึกษาในเรื่องที่ซ้ำซ้อนกัน แต่อาจพิจารณาศึกษาในเรื่องที่เกี่ยวข้องกันได้ ตามระเบียบที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรกำหนด ดังนั้น ในกรณีที่คณะกรรมาธิการมากกว่าหนึ่งคณะพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกัน จึงต้องดำเนินการตามระเบียบสภาผู้แทนราษฎร ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการกระทำกิจการ พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องใดที่มีความเกี่ยวข้องกันของคณะกรรมาธิการหลายคณะ พ.ศ. 2562 ซึ่งตามระเบียบฯ มีหลักการให้เกิดการพูดคุยระหว่างประธานสภาผู้แทนราษฎรกับประธานคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาทางออกที่เกิดประสิทธิภาพในการตรวจสอบฝ่ายบริหารควบคู่ไปกับประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ไม่ต้องเข้ามาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการหลายคณะภายในสัปดาห์เดียวกัน ระเบียบฯ ดังกล่าวมิได้มีเจตนารมณ์เพื่อก่อให้เกิดความยุ่งยากหรือล่าช้าในการทำงานของคณะกรรมาธิการแต่อย่างใด เป็นเพียงการปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายและระเบียบกำหนดไว้


