“ศุภชัย” โต้ อย่าสับสนระหว่าง “อำนาจคณะกรรมาธิการ” กับ “อำนาจส่วนตัวของประธานกรรมาธิการ” ย้ำการตรวจสอบต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย
วันที่ 3 พ.ย.2569 นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และรองประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน กล่าวถึงกรณีที่ประธานกรรมาธิการ 3 คนจากพรรคประชาชน แสดงความไม่พอใจต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ หรือ “ลิซ่า” ที่ออกมาโจมตีด้วยถ้อยคำรุนแรง หลังประธานสภาฯ กำหนดแนวทางการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมาธิการทั้ง 35 คณะ โดยนายศุภชัย ระบุว่า มีประเด็นทางกฎหมายที่ต้องทำความเข้าใจให้ชัด อำนาจเรียกเอกสารหรือเรียกบุคคลมาชี้แจงเป็นอำนาจของคณะกรรมาธิการในฐานะองค์คณะ ไม่ใช่อำนาจส่วนตัวของประธานกรรมาธิการ
ประการแรก อำนาจของคณะกรรมาธิการเป็นอำนาจขององค์คณะ ไม่ใช่อำนาจส่วนตัวของประธานกรรมาธิการรัฐธรรมนูญ มาตรา 129 วรรคสี่ บัญญัติให้ “คณะกรรมาธิการ” มีอำนาจเรียกเอกสารหรือเรียกบุคคลมาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็น ไม่ได้บัญญัติให้อำนาจดังกล่าวเป็นอำนาจส่วนตัวของประธานกรรมาธิการที่จะใช้อย่างไรก็ได้ตามความพอใจ การเป็นประธานกรรมาธิการไม่ได้หมายความว่าจะสามารถใช้อำนาจแทนกรรมาธิการทั้งคณะได้โดยปราศจากหลักเกณฑ์และกระบวนการที่ถูกต้อง
ประการที่สอง ประธานสภาผู้แทนราษฎรมีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญในการดูแลไม่ให้การดำเนินงานของกรรมาธิการซ้ำซ้อนกัน รัฐธรรมนูญ มาตรา 129 วรรคสอง กำหนดชัดเจนว่าการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการต้องอยู่ภายในหน้าที่และอำนาจของสภาและของคณะกรรมาธิการ และต้องไม่เป็นเรื่องซ้ำซ้อนกัน หากเรื่องที่พิจารณาเกี่ยวข้องกับกรรมาธิการหลายคณะ รัฐธรรมนูญยังบัญญัติให้ประธานสภามีหน้าที่ดำเนินการให้คณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องร่วมกันดำเนินการ
ดังนั้น การที่ประธานสภาฯ กำหนดแนวทางเพื่อให้กรรมาธิการปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ จึงต้องพิจารณาจากฐานอำนาจและเนื้อหาของแนวทางนั้น ไม่ใช่กล่าวหาทันทีว่าเป็นการขัดขวางการตรวจสอบ
ประการที่สาม การตรวจสอบฝ่ายบริหารเป็นหน้าที่สำคัญของฝ่ายนิติบัญญัติ แต่ไม่มีใครมีอำนาจตรวจสอบโดยปราศจากขอบเขต นายศุภชัยระบุว่า เห็นด้วยอย่างยิ่งที่คณะกรรมาธิการต้องสามารถตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือหน่วยงานใดก็ตาม แต่การตรวจสอบต้องดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมาย ต้องเคารพสิทธิของบุคคลที่ถูกเชิญมาชี้แจง และต้องไม่ใช้อำนาจเกินขอบเขตที่รัฐธรรมนูญกำหนด ขณะเดียวกัน แนวทางของประธานสภาฯ ก็ต้องไม่ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือปิดกั้นการตรวจสอบโดยชอบด้วยกฎหมายของคณะกรรมาธิการเช่นกัน
ประการสุดท้าย การวิจารณ์ประธานสภาฯ ทำได้ แต่ข้อกล่าวหาต้องมีข้อเท็จจริงรองรับ การกล่าวหาว่าประธานสภาฯ ทำหน้าที่เพื่อรับใช้บุคคลหรือพรรคการเมืองใด เป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรง ควรมีพยานหลักฐานและเหตุผลมากกว่าการแสดงความไม่พอใจต่อแนวทางปฏิบัติที่ประกาศออกมา หากเห็นว่าแนวทางดังกล่าวขัดรัฐธรรมนูญหรือข้อบังคับการประชุม ก็ควรระบุให้ชัดว่าขัดบทบัญญัติใด และขัดอย่างไร เพื่อให้เกิดการถกเถียงด้วยเหตุผลทางกฎหมาย
นายศุภชัย ยืนยันหลักการสำคัญว่า คณะกรรมาธิการต้องมีอิสระในการตรวจสอบ แต่ความเป็นอิสระไม่ใช่การมีอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญ ประธานกรรมาธิการมีหน้าที่นำการประชุมและขับเคลื่อนงานของคณะกรรมาธิการ แต่ไม่อาจถือเอาอำนาจขององค์คณะมาเป็นอำนาจส่วนตัว ส่วนประธานสภาผู้แทนราษฎรก็มีหน้าที่รักษาระเบียบและหลักเกณฑ์ของสภา โดยต้องปฏิบัติภายในขอบเขตอำนาจของตนเช่นเดียวกัน
“ประชาธิปไตยที่แท้จริงไม่ใช่การที่ใครมีเสียงดังกว่าแล้ว จะใช้อำนาจได้มากกว่า แต่คือการที่ทุกฝ่ายต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญและกฎหมายเดียวกัน”
นายศุภชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า ประธานกรรมาธิการสามัญมีอยู่ 35 คณะ ไม่เห็นมีใครเดือดร้อนกับเรื่องนี้ เพราะเคารพต่อข้อบังคับและรัฐธรรมนูญ ไม่ใช้กรรมาธิการที่ตนเป็นประธานเป็นเครื่องมือทางการเมือง


