“อภิสิทธิ์” แนะรัฐบาลอย่าหลงทางปมวินัยการเงินการคลัง เตือนอย่าตัดงบ “สสส.” เข้าคลัง กระทบงานสร้างเสริมสุขภาพ ชี้“แบงก์รัฐก่อหนี้มากกว่า


วันที่ 3 พ.ย. 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีมีการแก้ไขร่าง พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ที่ยกเลิกภาษีบาปหรือ Earmarked Tax เข้าสู่กองทุน สสส. ให้ไปใช้งบประมาณปกติ โดยอ้างเรื่องวินัยการเงินการคลัง ว่า เข้าใจว่านโยบายรัฐบาลมีการเขียนเรื่องการเอาเงินนอกงบประมาณเข้ามา ซึ่งเข้าใจจากสถานการณ์วิกฤตงบประมาณ แต่เป็นเรื่องแปลก เพราะคณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร ที่ตนอยู่ได้นำเรื่องนี้มาพิจารณา จนถึงวันนี้ยังไม่มีข้อเสนอที่เป็นกฎหมายจากรัฐบาล กลับกลายเป็นกฎหมายของพรรคการเมืองที่เป็นพรรคแกนนำเท่านั้นเอง ที่เราทำความเข้าใจในกรรมาธิการ คือ ปัญหาใหญ่ที่เกี่ยวกับวินัยการเงินการคลัง ไม่ได้เกิดจากตัวนี้ และวันที่เขาทำกฎหมายวินัยการเงินการคลัง ถึงได้มีบทเฉพาะกาลว่า สิ่งที่ทำไปแล้ว ไม่ได้เป็นปัญหาก็สามารถดำเนินต่อไปได้ ส่วนปัญหาเรื่องวินัยการเงินการคลังตอนนี้ ควรไปดูเรื่องที่รัฐบาลมักใช้ธนาคารของรัฐ หรือองค์กรต่างๆ ของรัฐ ใช้งบประมาณมหาศาลที่ตอนนี้เป็นหนี้อยู่ล้านล้านบาท นี่ต่างหากที่เป็นเรื่องเร่งด่วนของวินัยการเงินการคลังที่เป็นปัญหา


 ชี้“แบงก์รัฐก่อหนี้มากกว่า

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนองค์กรทั้งหลายที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ หรือถูกตรวจสอบอยู่ ตนเห็นว่าการตรวจสอบทุกคนต้องยอมรับ แต่ดูแล้วอาจจะแก้ปัญหาเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณ หรือการจัดสรรเงินทุน อย่างกรณีของ สสส. ก็ควรไปแก้เรื่องกลไกการตรวจสอบ หรือมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลมากกว่าพูดเรื่องที่มาของแหล่งรายได้ขององค์กร


เมื่อถามว่า มองการแก้ไขกรณีนี้ว่า จะส่งผลกระทบต่องานสร้างเสริมสุขภาพของประชาชนโดยรวมอย่างไร นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ความมั่นคงของงานสร้างเสริมสุขภาพ ในฐานะที่ตนเป็นคนเริ่มต้นเรื่องนี้ขึ้นมาตอนเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สมัยนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี เรายึดหลัก

 1. ต้องการให้มีความมั่นคง คนทำงานมั่นใจว่า จะมีเงินที่มาสนับสนุนการทำงานทางด้านนี้ 

2. เราต้องการการทำงานที่หลุดออกไปจากกรอบของราชการ อาศัยภาคประชาชนมาขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพ 

ดังนั้น ถ้าไปเปลี่ยนแปลงสู่ระบบงบประมาณปกติ จะมีความสุ่มเสี่ยงกระทบต่องานเหล่านี้ค่อนข้างมาก ยังไม่นับรวมกระทรวงการคลังต้องปวดหัวว่า ต้องไปคำนวณภาษีสรรพสามิตอย่างไรไม่ให้ไปเปลี่ยนแปลงภาระของบริษัทเหล้า บุหรี่ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ถ้าเลิกตัวนี้ไปแล้วไปใส่ในภาษีสรรพสามิตต้องไปคำนวณให้ได้ว่าทำอย่างไรถึงจะเก็บได้เท่าเดิม