“วิโรจน์” มั่นใจเจตนาสุจริต คดี 44 สส.อดีตก้าวไกล ต่อศาลฎีกา ย้ำถกเถียงในพรรคเป็นเรื่องปกติ ด้านทนายเผยเตรียมพยานฝ่ายผู้คัดค้าน 60 ปาก นัด “สุลักษณ์ ศิวรักษ์” ไต่สวน 17 พ.ย.นี้
วันที่ 3 พ.ย.2569 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต สส.พรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์หลังเข้าศาลฎีกานัดไต่สวนพยานคดีหมายเลขดำ คมจ.1/2569 ระหว่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ผู้ร้อง กับอดีต สส.พรรคก้าวไกล จำนวน 44 คน ผู้คัดค้าน กรณีขอให้วินิจฉัยว่าฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากการร่วมกันเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ว่า ภายหลังการสืบพยานในวันนี้ ซึ่งตนเองเป็นผู้คัดค้าน รู้สึกมั่นใจในเจตนาของตนเอง และรู้สึกสบายใจมาก เพราะได้นำเจตนาที่ดี เจตนาสุจริต รวมถึงเรื่องราวต่าง ๆ ที่ยังจดจำได้ มาอธิบายและตอบคำถามต่อศาล โดยรู้สึกว่าตุลาการทั้ง 3 ท่านรับฟังและเปิดโอกาสให้ชี้แจงถึงเจตนาที่แท้จริง
ส่วนการไต่สวนที่ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง สามารถชี้แจงข้อเท็จจริงได้กระจ่างชัดหรือไม่นั้น นายวิโรจน์ กล่าวว่า เรื่องวันเวลาหรือรายละเอียดบางอย่างที่เกิดขึ้นในอดีต หากจำไม่ได้ก็ต้องยอมรับว่าจำไม่ได้ และอาจมีความคลาดเคลื่อนบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ เพราะคงไม่สามารถจดจำเหตุการณ์ทั้งหมดที่ผ่านมาได้ แต่หากเป็นเรื่องเจตนา อารมณ์ และความตั้งใจที่ดีในการดำเนินการนั้น ไม่จำเป็นต้องท่องจำ เพราะเป็นสิ่งที่อยู่กับตนมาตั้งแต่วันแรกที่ดำเนินการจนถึงวันนี้ และยังยืนยันว่าทำไปด้วยเจตนาที่ดี
นายวิโรจน์ กล่าวด้วยว่า โดยปกติเวลาพูดอะไรจะสบตาผู้ฟังและสังเกตปฏิกิริยา ซึ่งวันนี้รู้สึกดีมากที่เห็นตุลาการทั้ง 3 ท่านรับฟัง คำถามที่ถามก็เป็นคำถามที่ต้องการทราบข้อเท็จจริงจริง ๆ และเปิดโอกาสให้ตนได้เล่าถึงเจตนาที่ดี โดยตุลาการมีการสบตาและพยักหน้ารับฟัง ส่วนรายละเอียดเนื้อหาการไต่สวนในวันนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากติดเงื่อนไขของศาล
สำหรับพยานที่เข้าไต่สวนในวันนี้มีทั้งหมด 2 ปาก นอกจากนายวิโรจน์แล้ว ยังมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รณกรณ์ บุญมี อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายอาญาและอาชญาวิทยา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอาญา และเป็นนักวิชาการที่ได้รับการยอมรับในวงการวิชาการ
ส่วนกรณีที่การไต่สวนพยานฝ่ายผู้ร้องที่ผ่านมา มีการกล่าวถึงการประชุมภายในพรรค ซึ่งมีสมาชิกบางคนไม่เห็นด้วยกับการเสนอแก้ไขกฎหมาย รวมถึงมีการกล่าวอ้างว่าบางคนถูกข่มขู่ไม่ให้ลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรค นายวิโรจน์ กล่าวว่า ไม่รู้สึกหนักใจ เพราะความเป็นพรรคการเมืองย่อมมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน หากทุกคนเห็นพ้องต้องกันทั้งหมด ก็คงไม่มีข่าวว่าคนนั้นโต้เถียงกับคนนี้ หรือมีสมาชิกไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของอีกฝ่าย ซึ่งเป็นเรื่องปกติของการประชุม
นายวิโรจน์ กล่าวว่า ในช่วงเวลานั้นทุกคนปรารถนาดีต่อบ้านเมือง และเห็นว่าสถานการณ์บ้านเมืองมีความขัดแย้ง รวมถึงมีการใช้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 อย่างกว้างขวาง จึงมีความตั้งใจที่จะคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งผ่านกลไกของสภาผู้แทนราษฎร แต่แนวทางในการแก้ไขปัญหาและเนื้อหาสาระของกฎหมาย สมาชิกแต่ละคนอาจมีความคิดเห็นแตกต่างกัน บางคนเสนอแนวทางหนึ่ง บางคนเสนออีกแนวทางหนึ่ง จึงเกิดการถกเถียงกันบ้าง บางครั้งอาจมีการโต้แย้งด้วยน้ำเสียงดังหรือเบา ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาในการประชุม
อย่างไรก็ตาม เมื่อมีผู้ทักท้วงข้อเสนอใด ที่ประชุมจะเปิดโอกาสให้ผู้ถูกทักท้วงชี้แจง หากชี้แจงไม่ได้ก็ให้กลับไปทำการบ้านเพิ่มเติม โดยมีการไปสอบถามอาจารย์จากคณะนิติศาสตร์ ค้นคว้าเอกสารทางวิชาการ และนำรายงานของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ หรือ คอป. มาอ้างอิงประกอบการชี้แจงต่อเพื่อนสมาชิกในการประชุมครั้งถัดไป จนผู้ที่มีข้อสงสัยเริ่มคลายความสงสัยลง แต่ในการประชุมครั้งที่สองก็อาจมีข้อสงสัยเพิ่มเติมและเกิดการถกเถียงกันอีก ซึ่งเป็นเรื่องปกติ
นายวิโรจน์ กล่าวว่า ยังไม่เข้าใจเจตนาของฝ่ายผู้ร้องว่าต้องการอะไรจากการหยิบยกเรื่องดังกล่าวมาเป็นประเด็น แต่ยืนยันว่าการถกเถียงกันเป็นเรื่องปกติของพรรค และสุดท้ายจะมีข้อสรุปที่ทุกคนยอมรับร่วมกันเสมอ
ส่วนเหตุผลที่ตนเป็นผู้คัดค้านคนแรกที่เข้าเบิกความในกลุ่มอดีต สส.ทั้ง 44 คน นายวิโรจน์ กล่าวว่า ตั้งแต่ชั้น ป.ป.ช. ที่เข้าไปให้ปากคำ ตนก็เป็นคนแรกเช่นกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับความพร้อม ไม่ใช่เรื่องของเทคนิคในการต่อสู้คดี เนื่องจากตนอยู่ในการประชุมและร่วมดำเนินการมาโดยตลอด จึงเห็นถึงเจตนาที่ดีของเพื่อนสมาชิกทุกคน
นายวิโรจน์ กล่าวว่า เมื่อถูกกล่าวหาว่ามีเจตนาร้าย ตนเป็นคนหนึ่งที่รู้สึกอึดอัดใจอย่างมาก เพราะทราบดีว่าการถกเถียงและการมีความเห็นแตกต่างกันภายในพรรคไม่ได้หมายความว่าทุกคนมีเจตนาไม่ดี จึงต้องการโอกาสชี้แจงด้วยตนเอง และรู้สึกดีที่ได้เป็นพยานปากแรกในการอธิบายเจตนาที่ดี รวมถึงข้อกล่าวหาที่ว่าทำงานแบบสนุกสนานหรือทำแบบขอไปที ก็ไม่เป็นความจริง เพราะหากเป็นเช่นนั้นคงไม่มีการร่างกฎหมายแล้วนำกลับมาทบทวนและถกเถียงกันหลายครั้ง โดยวันนี้ได้ชี้แจงหลักสำคัญ 2 ประเด็น คือ ทุกคนมีเจตนาที่ดี และพยายามดำเนินการอย่างรอบคอบที่สุด
ส่วนกรณีนายเกษมสันต์ มีทิพย์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นพยานฝ่ายผู้ร้อง เปิดเผยว่า ถูกกดดันว่าจะถูกนำออกจากกลุ่มไลน์ และถูกกองทัพไอโอเข้ามาโจมตี หากไม่ร่วมลงชื่อเสนอแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 นั้น นายวิโรจน์ กล่าวว่า เป็นเพียงข้อกล่าวหา โดยเรื่องกองทัพไอโอก็ไม่มีหลักฐาน และขอพูดตรง ๆ ว่าใคร ๆ ก็สามารถพูดได้ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าแรงกดดันดังกล่าวอาจเป็นสิ่งที่เจ้าตัวสร้างขึ้นเองหรือไม่
นายวิโรจน์ กล่าวว่า เท่าที่จำได้ บุคคลดังกล่าวไม่ได้ทักท้วงอะไรในการประชุม สส. และมองว่าเป็นความคิดเห็นของอีกฝ่าย ซึ่งปัจจุบันยืนอยู่คนละฝั่งทางการเมือง จึงอาจไม่ได้ออกมาชื่นชมหรือเห็นตรงกับตนอยู่แล้ว โดยหากติดตามการแสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กที่ผ่านมา จะเห็นว่าอีกฝ่ายมีความเห็นตรงกันข้ามกับตนแทบทุกเรื่อง ไม่ใช่เฉพาะเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม ตนเคารพความคิดเห็นของอีกฝ่ายและไม่ได้ติดใจอะไร แต่การแสดงความคิดเห็นดังกล่าวจะมีความน่าเชื่อถือเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแต่ละคน
เมื่อถามว่าจะถึงขั้นมองว่าอีกฝ่ายเบิกความเท็จต่อศาลหรือไม่ นายวิโรจน์ กล่าวว่า ไม่สามารถตอบได้ว่าอีกฝ่ายจะเบิกความจริงหรือเท็จอย่างไร แต่ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตนเองพูด โดยขอให้พิจารณาจากร่องรอยการแสดงความคิดเห็นของบุคคลดังกล่าว ทั้งในช่วงเวลานี้และก่อนหน้านี้ ตั้งแต่ออกจากพรรคไป ซึ่งมีความเห็นตรงกันข้ามกับตนมาโดยตลอด และเชื่อว่าสื่อมวลชนสามารถตั้งข้อสังเกตจากพฤติกรรมที่ผ่านมาได้เอง
ทางด้านนายนิธิ ละเอียดดี ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากพรรคประชาชน กล่าวถึงพยานฝ่ายผู้คัดค้านที่จะเข้าไต่สวนในนัดต่อไปว่า จะเป็นนายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรืออาจารย์สุลักษณ์ นักเขียน นักวิชาการ และนักเคลื่อนไหวทางสังคมชาวไทย ซึ่งเป็นนักวิชาการที่มีความรู้ทั้งเรื่องโบราณราชประเพณีและสถานะของพระมหากษัตริย์ และได้ให้ความเห็นทางวิชาการเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่องหลายสิบปี โดยมีกำหนดเข้าเบิกความในวันที่ 17 พฤศจิกายนนี้
ส่วนพยานฝ่ายผู้คัดค้านที่เตรียมไว้ทั้งหมด มีประมาณ 60 ปาก ขณะที่กรอบระยะเวลาการไต่สวนยังไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะเป็นไปตามกำหนดทั้งหมด เนื่องจากการดำเนินคดีอาจมีเหตุแทรกซ้อน เช่น พยานติดธุระหรือมีเหตุจำเป็นจนต้องเลื่อนนัด อย่างไรก็ตาม จะพยายามรักษากำหนดเวลาตามที่ศาลวางกรอบไว้ เพราะเป็นข้อตกลงที่ได้กำหนดร่วมกันกับศาล
สำหรับกรณีอาจารย์สุลักษณ์ได้รับอนุญาตจากศาลให้เข้าเป็นพยานแล้วหรือไม่นั้น นายนิธิ กล่าวว่า ยังต้องดำเนินการตามขั้นตอน โดยต้องยื่นรายชื่อให้ศาลพิจารณาก่อน และอาจมีการคัดค้าน ซึ่งศาลจะเป็นผู้พิจารณา อย่างไรก็ตาม หากเป็นไปได้ก็ควรนำพยานมาเบิกความต่อศาลด้วยตนเอง เพราะอาจมีบางประเด็นที่ยังตกลงกันไม่ได้ การให้ข้อมูลและข้อเท็จจริงต่อหน้าศาลจะทำให้ได้รายละเอียดที่ครบถ้วนมากกว่าการจัดทำบันทึกถ้อยคำเพียงอย่างเดียว
ส่วนกรณีศาลกำหนดให้นักวิชาการทั้ง 13 ท่าน จัดทำบันทึกถ้อยคำเป็นพยานนั้น นายนิธิ กล่าวว่า ในส่วนของเนื้อหาและความคิดเห็นส่วนตัว อยากให้พยานทุกท่านมาเบิกความด้วยตนเอง เพื่อให้สามารถนำเสนอข้อเท็จจริงและความคิดเห็นได้อย่างครบถ้วน แต่สุดท้ายต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล
เมื่อถามถึงกรณีศาสตราจารย์พิเศษ คณิต ณ นคร อดีตประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ หรือ คอป. ซึ่งรายงานของ คอป. ถูกนำมาใช้อ้างอิงในสำนวนและการไต่สวนที่ผ่านมา นายนิธิ กล่าวว่า ไม่สามารถยืนยันได้ว่าได้แจ้งชื่อท่านไว้เป็นพยานหรือไม่ แต่สิ่งที่ท่านได้ดำเนินการไว้ในฐานะประธาน คอป. ถือเป็นข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างมาก มีความรอบด้านและครบถ้วน ซึ่งฝ่ายผู้คัดค้านได้นำเนื้อหาในส่วนนี้มาอ้างอิงประกอบการต่อสู้คดีอยู่แล้ว
ส่วนกำหนดนัดสุดท้ายก่อนที่ศาลจะนัดฟังคำพิพากษา คาดว่าจะอยู่ในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2570 ขณะที่การทำแถลงปิดคดีนั้น นายนิธิยืนยันว่าจะต้องจัดทำอย่างแน่นอน เนื่องจากเป็นการสรุปข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็นต่าง ๆ ที่ได้จากการไต่สวนทั้งหมดเสนอต่อศาล เพื่อให้ศาลสามารถพิจารณาปรับบทกฎหมายและวินิจฉัยคดีได้อย่างสะดวก เนื่องจากคดีนี้มีพยานจำนวนมากและมีเอกสารประกอบจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องสรุปประเด็นทั้งหมดให้ศาลเข้าใจข้อเท็จจริงได้อย่างครบถ้วนและชัดเจน


