“เอกนิติ” มอบนโยบายผู้บริหารคลังอุดรธานี เร่งปรับตัวเปลี่ยนโครงสร้างประเทศ หวั่นเสี่ยงล้าหลังและตกขบวนพัฒนา แนะสรรพากรเปลี่ยนจากยักษ์ที่มีเขี้ยวให้เป็นยักษ์ยิ้ม


วันที่ 2 พ.ย. 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวมอบนโยบายในการประชุมผู้บริหารการคลังประจำจังหวัดอุดรธานี ว่า ขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่ เพื่อร่วมกันพาประเทศผ่านช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยต้องทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด ซึ่งเอกชนจะเป็นหลักในการนำพาการเติบโต อาทิ เกษตรสมัยใหม่ โดยมีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สนับสนุน, อุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูป, สมาร์ท อิเล็กทรอนิกส์, ยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี), การท่องเที่ยวมูลค่าสูง, การบริการการแพทย์และโรงพยาบาล, ธุรกิจค้าส่ง-ค้าปลีก และครีเอเตอร์ อิโคโนมี ดึงกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้ทำคอนเทนต์ เช่น TikTok เข้าสู่ระบบ เพื่อสร้างฐานรายได้ใหม่แก่ประเทศ


นอกจากนี้ยังได้กำหนดกรอบการทำงาน ผ่าน D-E-E ประกอบด้วย D (Data / Disclose) เปิดเผยข้อมูลสาธารณะและการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐทั้งหมดอย่างโปร่งใส เพื่อความปลอดภัยและการตรวจสอบได้ในการใช้งบประมาณ E (Easy) สั่งการให้หน่วยงานในสังกัด เช่น กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร คัดเลือกบริการหลักที่กระทบประชาชนมากที่สุดกรมละ 1 อย่าง มาปรับลดขั้นตอนให้ง่ายที่สุด พร้อมปรับภาพลักษณ์ของกรมสรรพากรให้เป็นมิตรและบริการประชาชนด้วยรอยยิ้ม และE (Efficient) เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของข้าราชการโดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ เพื่อลดภาระและขั้นตอนงานที่ไม่จำเป็น


“สรรพากรเคยถูกมองเป็นยักษ์ ต่อไปเราจะทำบริการให้ Easy ที่สุด เปลี่ยนยักษ์ที่มีเขี้ยวให้เป็นยักษ์ยิ้ม ยิ้มแย้มและบริการประชาชน เพื่อให้ประชาชนรักเรามากขึ้น”


นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า ขอเปรียบเทียบโครงสร้างการทำงานกระทรวงการคลังเป็น “โมเดลไข่ดาว” โดย “ไข่แดง” หมายถึง ส่วนราชการ หรือกรมในสังกัดกระทรวงการคลัง ส่วน “ไข่ขาว” หมายถึง สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐและหน่วยงานในสังกัด เช่น ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ,ธ.ก.ส., ธนาคารออมสิน, ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.), ธนาคารกรุงไทย เป็นต้น


ทั้งไข่แดงและไข่ขาวต้องขับเคลื่อนไปด้วยกันอย่างสอดประสาน เพื่อให้นโยบายการคลังมีแรงส่งและบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเร่งสำรวจตัวเลขหนี้ด้อยคุณภาพ (NPL) ของประชาชนในพื้นที่อีสานตอนบนที่มีหนี้ต่ำกว่า 100,000 บาท เพื่อเข้าสู่โครงการปิดหนี้ไว ไปต่อได้, เพิ่มการค้ำประกันสินเชื่อในโครงการ SME Credit Boost และเติมเงินทุนเพื่อช่วยผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี) , และเร่งผลักดัน สินเชื่อโซลาร์ ผ่าน 3 แบงก์รัฐลงลึกระดับอำเภอ


“ขอย้ำเตือนว่าช่วงเวลานี้ถือเป็นโอกาสสุดท้ายของประเทศไทยในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ หากไม่เร่งปฏิรูปในครั้งนี้ ประเทศไทยจะเสี่ยงต่อการล้าหลังและตกขบวนพัฒนา พร้อมชี้ว่า คบจ. จังหวัดอุดรธานี และกลุ่มจังหวัดอีสานตอนบน เปรียบเสมือนเครื่องจักรสำคัญในการหมุนเคลื่อนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ซึ่งต้องขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกับส่วนกลาง เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่เห็นผลชัดเจนภายในกรอบระยะเวลา 1 ปี และเป้าหมายระยะยาว 4 ปีข้างหน้า โดยผมกล้าพูดเลย และพูดในหลายเวทีรวมถึงที่ ไอเอ็มเอฟ-ธนาคารโลก (World Bank) ว่า นี่คือโอกาสสุดท้ายของประเทศไทย ถ้าเราไม่สามารถเปลี่ยนผ่านประเทศครั้งนี้ได้ เราอาจจะล้าหลังและตกขบวนไปเหมือนประเทศอื่น ๆ ที่มีปัญหา”