“วราวุธ” ลุยตรวจโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรม พื้นที่อุดรฯ ยกเป็นตัวอย่าง มีคุณภาพ-ระบบจัดการดี กำชับ 50 ชุดเฉพาะกิจ เร่งตรวจโรงงานโซนแดง 5 จังหวัด สั่งกรมโรงงานหยุดออกใบอนุญาต 105 , 106 ทุกกรณี


วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 ที่จังหวัดอุดรธานี นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมคณะ ประกอบด้วย นายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายภาสกร ชัยรัตน์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และคณะผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่จังหวัดอุดรธานี เข้าตรวจเยี่ยมบริษัท แอ๊ดวานซ์ เอเชีย พาวเวอร์ แพลนท์ จำกัด ซึ่งถือเป็นตัวอย่างที่ดีของโรงงานอุตสาหกรรมลำดับที่ 105 ประกอบกิจการคัดแยกและฝังกลบสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่ไม่เป็นของเสียอันตรายจากโรงงาน มีมูลค่าการลงทุน 140 ล้านบาท และจ้างแรงงาน 20 คน บริหารจัดการหลุมฝังกลบตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด พร้อมระบบจัดการน้ำเสียตามหลักวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม และมีการขึ้นทะเบียนผู้ควบคุมกากอุตสาหกรรมอย่างถูกต้องและเป็นปัจจุบัน โดยมี นายมงคล พฤกษ์วัฒนา ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท ACE (Absolute Clean Energy Public Company Limited) ให้การต้อนรับ



นายวราวุธ ให้สัมภาษณ์ภายหลังตรวจโรงงานว่า โรงงานแห่งนี้เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่ได้คุณภาพ และเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับอีกหลายผู้ประกอบการ ซึ่งพื้นที่ฝังกลบของโรงงาน ตามลำดับโรงงานที่ 105 มีขั้นตอนที่เป็นไปตามมาตรฐานของกระทรวงอุตสาหกรรมกำหนดไว้ ทั้งความลึกและความลาดชันในแต่ละชั้นของการฝังกลบ รวมถึงมีระบบบำบัดน้ำที่มาจากหลุมฝังกลบต่างๆ และโดยรอบยังมีพื้นที่สีเขียวที่เป็นบัฟเฟอร์โซนปลูกต้นยูคาลิปตัส สามารถป้องกันในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ที่มีน้ำล้นออกมา และยังมีกิจกรรมสาธารณประโยชน์อื่นให้กับสังคม ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดี จึงขอเป็นกำลังใจให้กับทางบริษัทในการทำงานร่วมกับประชาชนโดยรอบพื้นที่ ถือเป็นการเกื้อหนุนในการทำกิจกรรมต่างๆ และยังสร้างงานสร้างอาชีพให้กับชุมชน โดยเฉพาะกิจกรรมสาธารณประโยชน์ซึ่งถือเป็นหัวใจของทุกโรงงานและทุกกิจการที่อยู่ในชุมชน


นายวราวุธ กล่าวว่า ขณะเดียวกัน ปลาเน่าตัวเดียวทำให้ปลาเหม็นหมดทั้งข้อง จึงเป็นเหตุที่กระทรวงอุตสาหกรรม ต้องปล่อยเจ้าหน้าที่ 50 ทีม เป็นหน่วยเฉพาะกิจลงไปใน 5 จังหวัด บริเวณภาคตะวันออกและภาคกลาง และจะดำเนินการอีก 71 จังหวัดทั่วประเทศต่อไป ดังนั้นบริษัทที่ยังไม่แน่ใจว่าปฏิบัติถูกต้องหรือไม่ ขอให้รีบแก้ไขเพราะจากนี้ไปทุกทีมเฉพาะกิจของกระทรวง กำลังไปเร่งตรวจโรงงาน 105,106 ทั้ง 3,049 โรงงานทั่วประเทศ โดยตั้งเป้า 1 ปีจากนี้ไป ทั้ง 3,049 โรงงาน จะต้องเป็นโรงงานที่ได้มาตรฐาน บวกกับโรงงานเถื่อนที่ยังไม่ได้ขึ้นบัญชีกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม ขอฝากผู้นำชุมชนและผู้นำท้องถิ่น หากพบสิ่งใดที่ผิดปกติขอให้แจ้งที่สายด่วน กรมโรงงานอุตสาหกรรม 1564 ตลอด 24 ชั่วโมง 


ผู้สื่อข่าวถามว่า ใน 5 จังหวัดที่ส่งเจ้าหน้าที่ลงไปตรวจสอบพบความผิดปกติ หรือสิ่งใดที่ต้องกำชับเพิ่มเติมหรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า ตอนนี้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ไปแล้ว คาดว่าในช่วงเย็นวันเดียวกันนี้จะรับทราบความคืบหน้า โดยกำชับให้แต่ละทีม ซึ่งจะรู้อยู่แล้วในแต่ละจังหวัดว่าพื้นที่ใด โรงงานไหน เป็นโซนแดง ให้ลงไปตรวจสอบก่อน เป็นจุดที่มีความล่อแหลมมากที่สุด เพราะหัวใจสำคัญคือความปลอดภัยของประชาชนที่อยู่โดยรอบและพื้นที่ใกล้เคียง และย้ำว่าให้ดำเนินการตามกรอบของกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพราะไม่ต้องการให้เกิดกรณีที่เราพลาดแล้วทำให้เกิดการฟ้องร้องกลับ เพราะผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ทุกคนต้องได้รับการคุ้มครอง ตนในฐานะเจ้ากระทรวงพร้อมที่จะดูแลเจ้าหน้าที่ทุกคนไม่ให้ตกอยู่ในกรณีที่จะถูกฟ้องร้องหรือเสี่ยงภัย



เมื่อถามย้ำถึงข้อสังเกตว่าในพื้นที่ 5 จังหวัดที่ลงไปตรวจสอบ ควรจะต้องดำเนินการอย่างจริงจังหรือไม่ รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า การมีชุดเฉพาะกิจ 50 ทีมลงไป จ.สมุทรปราการ ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี ได้ย้ำให้ทำตามกฎหมายไม่ใช่ปรับแล้วแยกย้าย แต่จะต้องไปดำเนินการฟ้องร้องให้สามารถสืบไปได้ถึงผู้ถือหุ้นเป็นใคร มีการทำนอมินีหรือไม่ โดยจะประสานงานกับกระทรวงพาณิชย์ กรมสอบสวนคดีพิเศษและสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ในการตรวจสอบว่าสิ่งของที่แต่ละโรงงานนำเข้ามาได้สำแดงอย่างถูกต้องหรือไม่ ถ้าไม่ถูกต้องยังมีกฎหมายเกี่ยวกับศุลกากร สามารถดำเนินคดีอาญาในกรณีสำแดงไม่ถูกต้องและยึดทรัพย์ได้


เมื่อถามถึงกระแสต่อต้านของประชาชน ในการก่อสร้างโรงงานขยะอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะล่าสุดในภาคตะวันออก จะให้ความมั่นใจระหว่างประชาชนกับผู้ประกอบการอย่างไรเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลุกลามบานปลายขึ้นนายวราวุธ กล่าวว่า ขณะนี้ได้ขอให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม หยุดการออกใบอนุญาต 105,106 ในทุกกรณีไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดเพื่อเคลียร์เรื่องการตรวจสอบผู้ประกอบการขณะนี้ให้ถูกต้องก่อน ส่วนความเดือดร้อนของประชาชนตนเข้าใจดี และอยากจะดำเนินการให้เร็วเพราะเข้าใจความเดือดร้อน โดยต้องอยู่ตามกรอบของกฎหมายที่ให้อำนาจไว้ เพราะการจะสั่งปิดหรือยกเลิกกิจการ จะต้องมีขั้นตอนตามระเบียบกฎหมาย หากเจ้าหน้าที่ของกระทรวงอุตสาหกรรมทำข้ามขั้นตอนหรือไม่ทำตามกฎระเบียบ จะเป็นความเสี่ยงที่เปิดช่องให้ผู้ประกอบการฟ้องกลับได้และหากฟ้องชนะจะทำให้ปัญหาหนักขึ้น และประชาชนจะยิ่งเดือดร้อน ซึ่งเราไม่อยากให้เกิดขึ้น ดังนั้นขอให้ช้าแต่ชัวร์ดีกว่า



ด้านนายภาสกร ชัยรัตน์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเปิดเผยว่า ปัจจุบันมีโรงงานกำจัดและบำบัดกากอุตสาหกรรมที่ดำเนินกิจการอย่างถูกต้องตามกฎหมายและมีมาตรฐานอยู่เป็นจำนวนมาก ขณะที่โรงงานที่ฝ่าฝืนกฎหมาย หรือประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต เข้าข่ายโรงงานเถื่อนเป็นกลุ่มที่ต้องเร่งตรวจสอบและจัดการอย่างจริงจัง เพื่อมิให้การดำเนินธุรกิจที่ทำไม่ถูกต้องบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อระบบบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมของประเทศ ซึ่งมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนตามแนวทาง BCG (Bio-Circular-Green Economy) ของไทย 


สำหรับบริษัท แอ๊ดวานซ์ เอเชีย พาวเวอร์ แพลนท์ จำกัด ก่อนหน้านี้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานีได้ออกคำสั่งตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ให้ปรับปรุงแก้ไขการสร้างคันดินบริเวณทางออกหลุมฝังกลบ เพื่อป้องกันน้ำฝนชะสิ่งปฏิกูลรั่วไหลออกสู่ภายนอกโรงงาน โดยบริษัทฯ ได้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขครบถ้วน และได้ยุติคำสั่งดังกล่าว


บริษัทฯ เตรียมเปิดใช้งานหลุมฝังกลบระยะที่ 2 ในเร็ว ๆ นี้ เนื่องจากหลุมฝังกลบระยะที่ 1 ใกล้เต็มความจุ จึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมด้านระบบจัดการสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม ที่ผ่านมาโรงงานได้ดำเนินการตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง อาทิ การตรวจติดตามการประกอบกิจการประจำปี การตรวจสอบเอกสารการจัดการกากอุตสาหกรรมตามแบบ กอ.1 และ กอ.2 การรายงานข้อมูลผ่านระบบ i-Single Form ประจำเดือน และการตรวจสอบเอกสารรายงานคุณภาพดินและน้ำใต้ดินประจำปี


สำหรับสถานการณ์การจัดการกากอุตสาหกรรมในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ได้แก่ บึงกาฬ เลย หนองคาย หนองบัวลำภู และอุดรธานี มีโรงงานผู้ก่อกำเนิดกากอุตสาหกรรม (Waste Generator: WG) รวม 1,562 แห่ง ขณะที่มีโรงงานลำดับที่ 105 และ 106 ซึ่งทำหน้าที่รับกำจัดหรือบำบัดกากอุตสาหกรรม (Waste Processor: WP) จำนวน 30 โรง โดยมีสัดส่วนโรงงานผู้ก่อกำเนิดกากอุตสาหกรรมต่อโรงงานผู้รับกำจัดหรือบำบัดอยู่ที่ 53 ต่อ 1 ซึ่งจากข้อมูลดังกล่าวถือว่ามีจำนวนโรงงานรองรับในสัดส่วนที่เหมาะสม 


กระทรวงอุตสาหกรรมจะเดินหน้าส่งเสริมให้โรงงานกำจัดและบำบัดกากอุตสาหกรรมดำเนินกิจการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีความปลอดภัยต่อชีวิตพี่น้องประชาชน ได้มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการตรวจสอบดำเนินการกับโรงงานที่กระทำผิดอย่างจริงจัง เพื่อยกระดับระบบจัดการกากอุตสาหกรรมของประเทศให้โปร่งใส ปลอดภัย และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างยั่งยืน