ปชน. เปิดแผลโซลาร์ภาคประชาชน 5 หมื่นล้าน สับรัฐบาลล็อกสเปกเอื้อทุนใหญ่ มีแต่ “ลมปาก” ส่งเสริมไทย แต่ปล่อยทุนจีน-นายหน้ากินส่วนต่างพบพิรุธที่อยู่ซ้ำ-ถือหุ้นไขว้ จี้ ยกเลิกหากตอบคำถามไม่ได้
วันที่ 2 พ.ย.2569 นายศุภโชติ ไชยสัจ สส.พรรคประชาชน กล่าวถึงความกังวลและความคืบหน้าตรวจสอบความไม่โปร่งใสในโครงการ “โซลาร์ภาคประชาชน” วงเงินงบประมาณรวมกว่า 50,000 ล้านบาท ว่าโครงการดังกล่าวกำลังกลายเป็นเค้กชิ้นโตที่ถูกจัดสรรให้กลุ่มทุนและนายหน้าเพียงไม่กี่กลุ่ม แทนที่จะสร้างประโยชน์สูงสุดให้แก่ประชาชนตามที่รัฐบาลเคยประกาศไว้
โครงการโซลาร์ภาคประชาชน ตั้งเป้าหมายอุดหนุนเงินกู้หรือส่วนลดให้ประชาชน 1,000,000 หลังคาเรือน ครัวเรือนละ 50,000 บาท เพื่อส่งเสริมการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาบ้าน ซึ่งเดิมทีรัฐบาลระบุว่า ประชาชนจะมีเสรีภาพในการเลือกผู้ติดตั้งอย่างอิสระ ไม่มีล็อกโควตาให้ผู้ประกอบการรายใด แต่ในความเป็นจริงกระบวนการและกฎเกณฑ์กลับถูกออกแบบมากีดกันผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งพบความผิดปกติ เริ่มจากการออกเงื่อนไขให้ผู้รับติดตั้งต้องวางเงินประกันสูงถึง 60,000 บาทต่อหลัง เงื่อนไขนี้ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยที่ลงทะเบียนกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคกว่า 600 ราย ไม่สามารถแบกรับความเสี่ยงทางการเงินไหว จนต้องถอนตัวออกจากโครงการมากถึง 60-70% เหลือผู้ที่ทำต่อได้เพียงประมาณ 100 กว่าราย หรือคิดเป็น 30% ที่ยังรับงานต่อได้ และเมื่อตรวจสอบรายชื่อบริษัทที่ผ่านเกณฑ์ที่เหลือ พบว่ามี 60 บริษัทที่แจ้งที่อยู่ตั้งเดียวกัน จึงคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้ว่าแต่งตั้งบริษัทนอมินีหรือแตกบริษัทลูกเข้ามากวาดสิทธิโควตาโครงการเพื่อให้ดูเหมือนมีตัวเลือกจำนวนมากและเมื่อเจาะลึกรายชื่อกรรมการและผู้ถือหุ้น พบว่ามากกว่า 120 บริษัทมีรายชื่อผู้ถือหุ้นและกรรมการเป็นคนกลุ่มเดียวกัน นามสกุลเดียวกัน และมีการถือหุ้นไขว้กันไปมา ส่งผลให้ไม่ว่าประชาชนจะเลือกบริษัทใด เงินอุดหนุนก็ตกอยู่ในมือของกลุ่มทุนกลุ่มเดิมอยู่ดี
หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวด้วยว่า ซ้ำร้ายยังมีรายงานข้อร้องเรียนเรื่องการหักหัวคิวส่วนต่างสูงถึงรายละ 30,000 บาท เราจึงไม่มั่นใจได้ว่าเงินกู้ 50,000 ล้านบาท ที่จะต้องเป็นของประชาชนจะถูกผันไปอยู่ในมือใครบ้าง และหากรัฐบาลยังไม่คลายข้อสงสัยนี้ว่าประโยชน์ที่ประชาชนได้รับที่ไม่สมราคา และหากรัฐบาลไม่สามารถตอบเรื่องนี้ได้พรรคประชาชนจึงอยากจะเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกโครงการนี้ และเรียกร้องไปยังนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลใช้เงินกู้นี้ต้องหยุดช่วยเครือข่ายสีน้ำ ในการหากินกับเงินกู้เพราะนี่คือเงินกู้ของประชาชนไม่ใช่เงินกู้ของใครที่จะเอาไปได้ และเลิกเอาประชาชนมาบังหน้าหากไม่มีการล็อกสเปกหรือล็อกให้กับนายทุนประชาชนอาจจะได้โครงการติดตั้งโซลาร์เซลล์ 2 ล้านหลังคา หรืออาจจะได้มากกว่าที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้เท่าตัว
ด้านนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลภูมิใจไทยมีแต่ลมปากเรื่องช่วยผู้ประกอบการไทย หรือเรื่องพัฒนาเทคโนโลยีไทย ถึงเวลาก็กู้เงินมาช่วย ทุนจีนกับนายหน้าไทยกินหัวคิว การทำโครงการสไตล์รัฐบาลภูมิใจไทย คือใช้งบประมาณเยอะ ๆ จะซื้อจะจ้างแบบมีข้อกังขาเรื่องราคากลางคล้ายกับโครงการ TH-AI Passport แล้วก็อ้างว่าทำเพื่อประชาชน เพราะทุกนโยบาย ทุกมาตรการมีประชาชนได้ประโยชน์อยู่แล้ว แต่ก็ต้องมีการตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า ถึงประสิทธิภาพ เพราะเรามีข้อจำกัดเรื่องการคลังมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเป็นการกู้เงินใช้เงินเป็นแสนล้าน แต่ไม่ได้คิดเพื่อการสร้างเศรษฐกิจภายใน สร้างอุตสาหกรรมของเราเองเลย
“ดร.เอกนิติ รวมถึง ดร.ยศนันท์ ชอบพูดถึงเรื่องการส่งเสริมเทคโนโลยีในประเทศช่วยผู้ประกอบการไทย แต่เมื่อกู้เงินมาใช้ กลับปล่อยให้เกิดข้อวิจารณ์เรื่องการกินหัวคิว เช่น การใช้เงินระดับแสนล้าน การเปลี่ยนผ่านพลังงาน อย่างน้อยต้องสร้างเศรษฐกิจภายใน ต้องให้เกิดการผลิต Smart Grid หรือโครงการมิเตอร์อัจฉริยะภายในประเทศให้ได้ Smart Meter ผู้ประกอบการไทยควรจะมีศักยภาพในการพัฒนา หรือเรื่องระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ BESS ก็เป็นศักยภาพในการพัฒนาผู้ประกอบการไทยจำนวนมาก ที่สำคัญคือเมื่อใช้ พ.ร.ก. เงินกู้มีข้อจำกัดเรื่องเงื่อนไขการใช้เงินที่ต้องใช้ให้หมดภายในเดือนธันวาคม 2570 ซึ่งเป็นตัวบีบรัดที่ทำให้ไม่มีโอกาสที่จะมีพื้นที่ในการพัฒนาผู้ประกอบการไทยเลย” นายวีระยุทธ กล่าว
นายวีระยุทธ ยังกล่าวต่อว่า ผู้นำฝ่ายค้านและกมธ.เศรษฐกิจฯ ได้เดินทางไปดูงานที่จังหวัดขอนแก่นที่มีศักยภาพหลายจุดในการพัฒนาระบบพลังงานไทย เช่น มหาวิทยาลัยขอนแก่นมีศักยภาพในการทำแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนได้ และมีแบตเตอรี่โซเดียมไอออนที่เป็นเกลือที่เริ่มพัฒนาขึ้นมา ทั้งหมดนี้อยู่บนหิ้ง เพราะต้องการสเกลในการผลิตเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการไทย แต่เมื่อไม่มีนโยบายที่ส่งเสริมผู้ประกอบการไทยและมีเดดไลน์เรื่องธันวาคมปี 70 ไม่มีใครทำทัน สุดท้ายงานวิจัยก็อยู่บนหิ้งเหมือนเดิม เพราะไม่ได้คิดครบเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการไทยเลย เป็นการใช้เงินแสนล้านที่ สุดท้ายเอาไปกระตุ้นเศรษฐกิจจีน เอาไปช่วยหัวคิวในส่วนของ 200,000 ล้านพลังงาน จึงเป็นที่น่ากังวลมาก แทนที่จะเปลี่ยนปัญหาเป็นอุตสาหกรรมอย่างที่พวกเราเสนอมาโดยตลอด ดังนั้นพิสูจน์ได้เลยว่ารัฐบาลภูมิใจไทยมีแต่ลมปากเรื่องช่วยผู้ประกอบการไทย เรื่องพัฒนาธุรกิจไทย
เมื่อถามว่าอะไรที่มองว่าโครงการนี้มีการหักหัวคิว เพราะรัฐบาลมองว่าโครงการนี้ยังไงประชาชนก็ได้ประโยชน์ นายศุภโชติกล่าวว่า หลักฐานสามารถหาได้ตามทั่วไป ถ้าดูเอกชนต่าง ๆ ที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ การติดตั้งโครงการในลักษณะเดียวกัน ยี่ห้อเดียวกัน แบรนด์เดียวกัน จะอยู่ที่ 100,000 บาทบวกลบ แต่รัฐบาลได้มีการตั้งราคาผ่านหน่วยงานรัฐวิสาหกิจคือการไฟฟ้า อยู่ที่ 140,000 บาท จึงเกิดคำถามที่ว่าส่วนต่าง 3-4 หมื่นบาทตรงนี้ไปอยู่ที่ไหน นี่จะเป็นคำถามง่าย ๆ ที่เราคิดกันว่าทำไมเวลาเข้าโครงการรัฐประชาชนถึงได้ราคาที่แพงกว่า คำตอบง่าย ๆ คือมีเงินสนับสนุนอยู่อีก 50,000 บาทต่อราย ถ้าราคา 140,000 บาท หักลบ 50,000 บาท ราคาจะอยู่ที่ 90,000 บาท ความจริงแล้ว เงินสนับสนุน 50,000 บาทตรงนี้เอาไปที่ไหนได้บ้าง สามารถเอาไปรับช่วงต่อได้ รัฐบาลอาจจะจ้างมาแค่ 100,000 บาท และที่เหลืออาจจะเข้าส่วนต่างที่รัฐบาลจะต้องชี้แจงว่าจะไปอยู่ที่ไหน ไปอยู่ที่ใครได้บ้าง
เมื่อถามว่าจะนำเรื่องนี้ไปอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วยหรือไม่ นายศุภโชติ กล่าวว่า เป็นสิ่งที่เรารวบรวมข้อมูลและติดตามโครงการมาอย่างต่อเนื่องและยินดีที่จะใช้ในทุกเวทีที่จะสามารถติดตามตรวจสอบโครงการนี้อยู่แล้ว นายวีรยุทธ กล่าวเพิ่มเติมว่า การที่รัฐบาลพยายามถ่วงเวลาให้การอภิปรายมันล่าช้าไป ก็เพื่อจะไปเคลียร์ข้อสงสัยต่าง ๆ เหล่านี้ที่เริ่มโดนจับได้ ดังนั้น รัฐบาลจึงมีแรงจูงใจในการชะลอหรือดีเลย์ให้การอภิปราย เลื่อนไปล่าช้า เพื่อไปเคลียร์ปัญหาเหล่านี้ก่อน ไม่รวมกับความพยายามที่จะปั่นการเมืองต่าง ๆ เพื่อมากลบกระแสการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
“เรื่องการเอาประชาชนบังหน้า เป็นเรื่องที่พรรคภูมิใจไทยถนัด เป็นสิ่งที่ประเทศไทยไม่พัฒนามา 50 กว่าปี ก็เพราะแบบนี้ คือทุกนโยบาย ทุกมาตรการ ไม่ว่าจะเลวร้ายแค่ไหน มีคนได้ประโยชน์ มีประชาชนได้ประโยชน์เสมอ ดังนั้น รัฐบาลยุคใหม่ โลกยุคใหม่ เขาตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า ถึงประสิทธิภาพ นี่ยังไม่นับว่านี่คือเงินกู้ นี่ไม่ใช่งบประมาณปกติ นี่คือกู้เงินมา ยิ่งต้องตั้งคำถามเรื่องของความคุ้มค่าหนักกว่าเดิม เรื่องประสิทธิภาพหนักกว่าเดิม แต่นี่จะเป็นการเอาเงินไปช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจจีนและนายหน้าหักหัวคิว” นายวีระยุทธกล่าว


