“สหัสวัต” เรียกร้องรัฐบาลไทย อย่าปล่อยรัฐบาลทหารเมียนมาข่มขู่คนไทย-บีบแรงงานส่งเงินกลับประเทศ ย้ำทำงานในแผ่นดินไทย ผลประโยชน์ต้องตกอยู่กับประเทศไทย
วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 นายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน กล่าวถึงสถานการณ์ความมั่นคงบริเวณชายแดนไทย-เมียนมาว่า เมื่อคืนวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา เกิดเหตุกองทัพของรัฐบาลทหารเมียนมาส่งเครื่องบินรบทิ้งระเบิด 2 ลูก บริเวณซอแลท่า ริมแม่น้ำสาละวิน ฝั่งตรงข้ามบ้านแม่สามแลบ จังหวัดแม่ฮ่องสอน ถึงแม้ระเบิดจะตกในฝั่งเมียนมา แต่แรงระเบิดได้ส่งผลให้บ้านเรือนประชาชน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และอาคารราชการในฝั่งไทยได้รับความเสียหาย จนชาวบ้านฝั่งไทยต้องอพยพหนีออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินไทยกลับต้องมาหนีภัยระเบิดจากการกระทำของกองทัพต่างประเทศ
นายสหัสวัตกล่าวต่อไปว่า ก่อนหน้านี้ยังมีรายงานว่ารัฐบาลทหารเมียนมาได้ส่งหนังสือเตือนมายังฝ่ายไทย ห้ามไม่ให้เจ้าหน้าที่ ผู้ประกอบการ และนักธุรกิจไทยเข้าไปติดต่อค้าขายกับกองกำลังสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) รวมถึงขู่ว่าจะใช้กำลังเข้าโจมตีพื้นที่คลังสินค้าที่อยู่ฝั่งเมียนมา ซึ่งตนขอตั้งคำถามว่า รัฐบาลทหารเมียนมามีสิทธิ์อะไรในการมากำหนดทิศทางว่าประชาชนไทยจะติดต่อหรือค้าขายกับใคร เนื่องจากการค้าชายแดนทั้งหมดต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายไทยและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่การปล่อยให้รัฐบาลทหารเมียนมามาออกคำสั่งข่มขู่คนไทย และที่น่ากังวลคือรัฐบาลไทยได้มีการดำเนินการอย่างไรกับหนังสือข่มขู่นี้ เพราะท้ายที่สุดก็เกิดการโจมตีขึ้นจริงจนประชาชนในเขตแดนไทยได้รับความเสียหายและต้องหนีตาย
นอกจากนี้ยังมีกรณีระบบการทำงานของศูนย์พิสูจน์สัญชาติ (ศูนย์ CI) ของแรงงานเมียนมาในประเทศไทย ซึ่งล่าสุดมีกระแสข่าวว่ากรมการจัดหางานได้อนุญาตและเปิดทางให้เจ้าหน้าที่จากรัฐบาลทหารเมียนมาอีกจำนวน 31 คนเข้ามาปฏิบัติงานในศูนย์ CI ในประเทศไทย ซึ่งตนขอตั้งคำถามว่า แรงงานเหล่านี้เข้ามาทำงาน เสียภาษี และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับสถานประกอบการในประเทศไทย แต่เหตุใดรัฐบาลไทยจึงยอมให้รัฐบาลทหารเมียนมาเข้ามาใช้กระบวนการทางเอกสารเรียกเก็บเงินจากแรงงานบนแผ่นดินไทยเพิ่มเติมได้
นายสหัสวัตชี้ให้เห็นข้อมูลกลไกทางการเงินว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลทหารเมียนมามีมาตรการกำหนดให้แรงงานเมียนมาในต่างประเทศต้องส่งรายได้อย่างน้อย 25% กลับประเทศผ่านระบบธนาคารที่รัฐบาลทหารเมียนมาควบคุม และยังมีเงื่อนไขให้ชำระภาษีเงินได้อีก 2% ซึ่งการส่งเงินกลับไปเลี้ยงดูครอบครัวไม่ใช่เรื่องผิดหากเป็นความสมัครใจ แต่กรณีนี้เป็นการที่รัฐบาลทหารเมียนมากำหนดเงื่อนไขทางการเงินขึ้นมาผูกขาดกับกระบวนการออกเอกสารประจำตัว ซึ่งแรงงานจำเป็นต้องใช้เพื่ออนุญาตให้ทำงานในประเทศไทยอย่างถูกกฎหมาย หากแรงงานไม่ยินยอมทำตามเงื่อนไขจนไม่สามารถต่อเอกสารได้ ผลกระทบก็จะตกอยู่กับตัวแรงงานที่เสี่ยงหลุดจากระบบ และผู้ประกอบการไทยในฐานะนายจ้างก็จะได้รับผลกระทบเป็นลูกโซ่ จึงเท่ากับว่ารัฐบาลไทยกำลังปล่อยให้อำนาจของรัฐบาลทหารเมียนมามีผลบังคับต่อสถานะการทำงานของคนที่อยู่ในประเทศไทยมากจนเกินไป
นายสหัสวัต กล่าวย้ำว่า ตนไม่ได้ปฏิเสธความร่วมมือด้านการประสานงานเอกสารระหว่างประเทศ แต่ความร่วมมือดังกล่าวต้องไม่ทำให้รัฐบาลต่างประเทศสามารถใช้กระบวนการเอกสารมาเป็นเครื่องมือข่มขู่ บังคับ หรือเอาเปรียบคนที่อาศัยและทำมาหากินอยู่ในประเทศไทย โดยทั้งกรณีความมั่นคงบริเวณชายแดนและการใช้ระบบเอกสารแทรกแซงทางการเงิน ล้วนสะท้อนปัญหาเดียวกันคือรัฐบาลทหารเมียนมากำลังใช้อำนาจจนส่งผลกระทบต่ออำนาจอธิปไตยของประเทศไทย และขอย้ำว่าสิ่งที่ตนออกมาวิจารณ์คือพฤติกรรมของรัฐบาลทหารเมียนมา ไม่ใช่ประชาชนชาวเมียนมา ซึ่งประชาชนและแรงงานหลายล้านคนต่างก็เป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการใช้อำนาจนี้เช่นกัน
นายสหัสวัตกล่าวทิ้งท้ายว่า ตนไม่ได้เรียกร้องให้ประเทศไทยต้องทำสงครามหรือเข้าไปเป็นคู่ขัดแย้งในสงครามกลางเมืองของประเทศเพื่อนบ้าน แต่รัฐบาลไทยจำเป็นต้องมีมาตรการตอบสนองที่จริงจัง ทั้งการส่งหนังสือประท้วงทางการทูตเพื่อเรียกร้องคำชี้แจงและความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชนไทย พร้อมทั้งทบทวนกลไกความร่วมมือกับรัฐบาลทหารเมียนมา โดยเฉพาะการทำงานของศูนย์ CI เพราะประเทศไทยควรมีระบบขึ้นทะเบียนและอนุญาตทำงานที่สามารถดูแลแรงงานซึ่งทำงานและอาศัยอยู่ในประเทศของเราได้ โดยไม่ต้องปล่อยให้สิทธิ์ในการทำงานของพวกเขาขึ้นอยู่กับเงื่อนไขทางการเงินของรัฐบาลทหารเมียนมาเพียงฝ่ายเดียว
“อำนาจอธิปไตยของไทยไม่ใช่สิ่งที่รัฐบาลทหารเมียนมาจะเข้ามาข่มขู่หรือใช้อำนาจกระทบได้ตามใจชอบ และรัฐบาลไทยก็มีหน้าที่ปกป้องอำนาจอธิปไตยนั้น ไม่ใช่เก่งแต่ใช้อำนาจกับคนตัวเล็กตัวน้อย แต่พอเจอรัฐบาลทหารที่ถือปืน ถือระเบิด กลับเงียบเสียง” นายสหัสวัตกล่าว


