“ศุภโชติ” แฉ บริษัทที่ร่วมโครงการ “โซลาร์ภาคประชาชน” กว่า 60 บริษัทมีที่อยู่ซ้ำกัน และอีกกว่า 120 บริษัทมีกรรมการถือหุ้นไขว้กันไปมา
วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาเปิดเผยรายละเอียดและข้อสังเกตต่อโครงการ “โซลาร์ภาคประชาชน” อย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่า โครงการนี้เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่รัฐบาลเคยประกาศโฆษณาต่อสาธารณชน ว่าประชาชนจะมีเสรีภาพและสิทธิในการเลือกบริษัทผู้ติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ได้อย่างอิสระ โดยไม่มีมาตรการล็อกโควตาให้เอกชนรายใดรายหนึ่ง แต่จากการติดตามและตรวจสอบรายชื่อบริษัทเอกชนที่ผ่านเกณฑ์การคัดกรองเข้าร่วมโครงการในปัจจุบัน กลับพบบันทึกข้อมูลความเชื่อมโยงที่ผิดปกติและน่าเคลือบแคลงสงสัยอย่างยิ่ง
นายศุภโชติกล่าวว่า จากการสืบค้นข้อมูลเชิงลึกพบว่า ในจำนวนบริษัทที่ผ่านเกณฑ์กว่า 60 แห่งนั้น มีหลายบริษัทที่จดทะเบียนระบุที่อยู่สำนักงานซ้ำกัน และเมื่อลงรายละเอียดไปตรวจรายชื่อคณะกรรมการบริษัทก็พบว่า มีรายชื่อและนามสกุลเดียวกันซ้ำๆ ปรากฏถือหุ้นไขว้กันไปมาในบริษัทเครือข่ายอีกกว่า 120 บริษัท ซึ่งพฤติการณ์ในลักษณะนี้เปรียบเสมือนการเล่นเก้าอี้ดนตรีทางการค้า ที่ต่อให้ประชาชนเลือกจิ้มบริษัทหนึ่งไม่ได้ ก็จะวนกลับไปเลือกอีกบริษัทหนึ่งซึ่งแท้จริงแล้วเป็นของกลุ่มทุนและเครือข่ายเดียวกันอยู่ดี ดังนั้น ข้ออ้างที่ว่าเปิดโอกาสให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรีจึงไม่เป็นความจริง
นายศุภโชติ กล่าวต่อไปว่า ข้อมูลจากสำนักข่าวที่ระบุว่าในปัจจุบันมีกลุ่มผู้ประกอบการ SME มากถึง 60-70% ที่ตัดสินใจยื่นหนังสือถอนตัวและออกจากโครงการนี้ สะท้อนให้เห็นถึงสภาวะวิกฤตที่เหลือสัดส่วนบริษัทที่ยังดำเนินงานในโครงการเพียง 30% เท่านั้น และในจำนวน 30% ที่เหลือนั้น ยังมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นกลุ่มบริษัทที่มีความเกี่ยวข้องกันทางการค้า หรือมีลักษณะการถือหุ้นไขว้กันเพื่อแบ่งเค้กผลประโยชน์ร่วมกันในโครงการกึ่งผูกขาดนี้
นายศุภโชติ กล่าวด้วยว่า ปรากฏการณ์นี้ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึง 2 มิติสำคัญ คือ 1. ความหละหลวมและไร้ประสิทธิภาพในกระบวนการตรวจสอบและคัดกรองคุณสมบัติของหน่วยงานรัฐ หรือ 2. แท้จริงแล้วอาจเป็นความตั้งใจของรัฐบาลและผู้มีอำนาจในการวางเงื่อนไขกีดกันรายย่อย เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นพิเศษ เนื่องจากจำนวนตัวเลือกบริษัทที่มีเป็นร้อยแห่งในกระดาษ แต่ในทางปฏิบัติจริงกลับกลายเป็นเพียงการใช้ “วิชาแยกร่าง” เพื่อปิดกั้นการแข่งขันอย่างเป็นธรรม


